โรคฮีน็อค..ภัยร้ายต่อลูกหลาน

โรคฮีน็อคอาจจะเป็นชื่อของการเจ็บป่วยที่ไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไร หรือบางคนอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อของโรคนี้มาก่อนเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่แปลกอะไร เพราะโรคฮีน็อคเป็นโรคหายากและมีอัตราการเกิดโรคที่ต่ำ จึงไม่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป แต่หากโรคนี้เกิดขึ้นกับใครโดยเฉพาะในเด็ก ๆ แล้วอาจจะเป็นอันตรายจนถึงชีวิตได้ โรคฮีน็อคคืออะไร มีอันตรายมากน้อยแค่ไหน มีสาเหตุ อาการและวิธีรักษาอย่างไร จาปินจะพาไปทำความรู้จักกับโรคนี้กันค่ะ 

โรคฮีน็อค ชอนไลน์ เพอพูรา (Henoch Schonlein Purpura) มีชื่อเรียกสั้น ๆ ว่า “โรคฮีน็อค” คือ “โรคหลอดเลือดอักเสบ” หรือ “โรคเส้นเลือดอักเสบ” ซึ่งเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โดยตั้งชื่อตาม 2 นายแพทย์ชาวเยอรมัน คือ Dr.Johann Lukas Schonlein ซึ่งเป็นผู้ที่อธิบายอาการผิวหนังเป็นผื่นจ้ำที่เกิดขึ้นเฉียบพลันร่วมกับข้ออักเสบ เมื่อปี ค.ศ. 1837 และ Dr.Edward Heinrich Henoch ซึ่งเป็นผู้ที่อธิบายอาการปวดท้องและไตอักเสบ เมื่อปี ค.ศ.1874 โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ส่วนใหญ่มักพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง และพบในเด็กผิวขาวหรือชาวเอเชียมากกว่าคนผิวสี ซึ่งในประเทศไทยพบโรคนี้ในอัตรา 22 คน ต่อ ประชากร 100,000 คน จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มโรคหายาก 

สาเหตุ

ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าโรคฮีน็อคมีสาเหตุเกิดจากอะไร และยังไม่ปรากฏหลักฐานว่าสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้หรือไม่ แต่สันนิษฐานว่าโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันของร่างกาย หรือภูมิแพ้ตัวเอง ซึ่งอาจถูกกระตุ้นด้วยการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสบางชนิด จนทำให้หลอดเลือดขนาดเล็กอักเสบ และแสดงอาการออกมาตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ได้แก่ ตา ผิวหนัง ทางเดินอาหาร กระดูก ข้อ และไต 

อาการ

  • มีผื่นลักษณะจ้ำแดงม่วง ขึ้นตามผิวหนังทั่วทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะแขน ขา เท้า และก้น แต่ไม่มีอาการคัน
  • ปวดตามข้อ ข้ออักเสบ โดยเฉพาะข้อเท้า มักมีอาการแบบเฉียบพลัน และหายเป็นปกติได้เอง (พบในผู้ป่วยมากถึงร้อยละ 75-80)
  • ปวดท้อง และจะรู้สึกปวดมาก ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังจากรับประทานอาหาร บางรายอาจมีอาการอาเจียน มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือมีภาวะลำไส้กลืนกันร่วมด้วย (พบในผู้ป่วยร้อยละ 30-40)
  • อาการทางไต เช่น ไตอักเสบ ปัสสาวะเป็นเลือด หากรุนแรงอาจถึงขั้นไตวายเสียชีวิตได้ ซึ่งพบได้น้อยมาก
  • หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดฉีกขาด อาจพบในบางกรณี ซึ่งจะเกิดขึ้นกับอวัยวะสำคัญของร่างกาย เช่น สมอง ไต ปอด หรือหัวใจ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 

ผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มักมีการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนบนมาก่อน 1-3 สัปดาห์ เช่น มีไข้อ่อน ๆ (อุณหภูมิร่างกายไม่เกิน 38 องศา) มีหวัดเล็ก ๆ หลังจากนั้นจึงมีผื่นขึ้นตามร่างกาย 

การวินิจฉัย

นอกจากสังเกตอาการที่แสดงออกตามร่างกายแล้ว แพทย์จะทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น

- ตรวจเลือด
- ตรวจหาปริมาณเม็ดเลือดขาว
- ตรวจปัสสาวะ เพื่อสังเกตการทำงานของไต
- ตรวจอัลตราซาวด์
- ตรวจชิ้นเนื้อ
- อื่น ๆ ตามการพิจารณาของแพทย์ 

การรักษา

แพทย์จะรักษาตามอาการที่ปรากฏในผู้ป่วยแต่ละราย พร้อมกับให้ยากดภูมิคุ้มกัน เพื่อควบคุมอาการหลักของโรคให้ทุเลาลง เช่น หากมีภาวะโลหิตจาง ซีด แพทย์จะให้เลือด หากมีอาการทางไต แพทย์จะใช้สเตียรอยด์ในการรักษา และให้นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อติดตามอาการปวดท้องและอาการทางไต หากมีอาการแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ลำไส้อุดตัน หรือไตเสียหายอย่างหนัก แพทย์จะทำการรักษาด้วยการผ่าตัด 

โรคฮีน็อคไม่ใช่โรคติดต่อหรือโรคระบาด หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันเวลา ก็สามารถหายจากโรคนี้ได้ภายในเวลา 2-3 สัปดาห์ แต่หากมีภาวะแทรกซ้อนผู้ป่วยจะต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัย 

อย่างไรก็ตาม เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอวันละ 30-45 นาที (สัปดาห์ละ 5 วัน) และดื่มน้ำสะอาดให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการวันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สนับสนุนโดยเครื่องผลิตน้ำดื่มอัจฉริยะรุ่นไอวอเตอร์ (iWater) ให้คุณได้มากกว่าคำว่า น้ำดื่มที่สะอาด เพราะน้ำดื่มไอวอเตอร์เป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF)

 

หมายเหตุ: ติดตามบทความใหม่ๆได้ที่ http://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆได้ทาง
  Mr.Happii Mr.Happii

เรียบเรียงโดย : bibomom

ที่มา
มหาวิทยาลัยมหิดล
สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี