โรคทางจิตเวชที่ควรรู้

 

โรคทางจิตเวชเป็นโรคที่มักเกิดขึ้นได้กับคนทั่วไปในสังคม  ซึ่งบางรายอาจจะยังไม่ทราบว่าตนเองมีลักษณะอาการเข้าข่ายของโรคเหล่านี้ โรคทางจิตเวชเป็นอย่างไร  มีโรคอะไรบ้าง และมีลักษณะอาการอย่างไร เพื่อให้ผู้ป่วยได้สังเกตตนเองและคนรอบข้างว่าเข้าข่ายเป็นผู้ป่วยทางจิตเวชหรือไม่ จาปินมีข้อมูลเรื่องนี้ ซึ่งนำเสนอโดย ศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มาให้ทราบกันค่ะ 

โรคทางจิตเวชที่ควรรู้ มีดังนี้

  • โรคแพนิค

โรคแพนิคเป็นโรคตื่นตระหนก เกิดขึ้นจากระบบประสาทอัตโนมัติมีการทำงานที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น ทำให้มีอาการแพนิค ได้แก่ หัวใจเต้นเร็ว หายใจติดขัด จุกแน่น เวียนศีรษะ คล้ายจะเป็นลม หรือเหมือนกับจะถึงชีวิต โดยการเกิดครั้งแรกจะเกิดขึ้นเมื่อตกอยู่ในถานการณ์ที่มีเรื่องกดดันหรือถูกกระตุ้นให้ตื่นตัว เช่น เกิดขึ้นเมื่อตอนจะขับรถขึ้นทางด่วน ทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าขึ้นทางด่วน เป็นต้น และเมื่อมีครั้งที่ 1 มักมีครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ตามมาเรื่อย ๆ กล่าวคือ เมื่อเจอกับสถานการณ์กระตุ้นนั้นอีก ก็จะมีอาการแพนิคเกิดขึ้นอีก ซึ่งแต่ละครั้งจะกินเวลานาน 10-20 นาที เมื่อหายก็จะหายเป็นปกติ 

ความสำคัญของโรค เนื่องจากยังมีผู้ป่วยบางรายไม่รู้จักหรือยังขาดความรู้เกี่ยวกับโรคแพนิค เมื่อมีอาการมักเข้าใจผิดและคิดว่าตนเองเป็นโรคทางกาย เช่น โรคหัวใจ แต่เมื่อพบแพทย์แล้วตรวจคลื่นหัวใจจะพบว่าร่างกายปกติทุกอย่าง แต่อาจต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะรู้ตัวว่าตนเองป่วยด้วยโรคแพนิค 

อาการของโรคแพนิค

  1. มีอาการแพนิคเกิดขึ้นบ่อย ๆ โดยคาดไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร
  2. หลังจากมีอาการแพนิค จะมีอาการต่อไปนี้ตามมาเป็นเวลานานอย่างน้อย 1 เดือน
    - กังวลอยู่ตลอดเวลาว่าจะมีอาการเกิดขึ้นมาอีก หรือกลัวผลที่ตามมา เช่น ควบคุมตนเองไม่ได้ เป็นบ้า
    - มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเกี่ยวเนื่องกับการมีอาการเหล่านี้ เช่น ไม่กล้าไปไหนถ้าไม่มั่นใจว่าจะมีคนช่วยได้ไหม หรือหมกมุ่นกังวลและกลัวว่าจะเป็นโรคหัวใจ 
  • โรคซึมเศร้า

ผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจะมีอาการหดหู่ ท้อแท้ เบื่อหน่าย รู้สึกไม่มีคุณค่าในตนเอง บางรายอาจไม่รู้สึกเศร้าแต่จะเบื่อหน่ายทุกอย่างรอบ ๆ ตัว และไม่รู้จะอยู่ต่อไปอย่างไร ความสำคัญของโรคนี้ คือ ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษามีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูง หากมีอาการซึมเศร้านานเกิน 2 สัปดาห์ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินว่าเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ 

อาการของโรคซึมเศร้า

  1. อารมณ์เปลี่ยนแปลงไป คือ เศร้า หดหู่ สะเทือนใจง่าย ร้องไห้บ่อย
  2. ความคิดเปลี่ยนแปลง คือ มองทุกอย่างแย่ไปหมด รู้สึกไร้คุณค่าในตนเอง หรือคิดว่าตนเองเป็นภาระของผู้อื่น มองเห็นแต่ความผิดพลาดของตนเอง รู้สึกสิ้นหวัง อาจมีความคิดอยากตาย
  3. สมาธิและความจำแย่ลง คือ หลงลืมง่าย จิตใจเหม่อลอย ประสิทธิภาพการทำงานลดลง
  4. มีอาการทางร่างกายต่าง ๆ คือ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดหัว เมื่อยตัว 
  • โรคจิตเภท

ผู้ป่วยจะมีอาการประสาทหลอน หูแว่ว มีภาพหลอนเกิดขึ้น และจะแสดงออกโดยการพูดคนเดียว หัวเราะคนเดียว มีความหลงผิดหรือหวาดระแวง เป็นอยู่นานเกิน 6 เดือน หากเป็นแล้วไม่รักษาตั้งแต่ต้น หรือปล่อยไว้นาน จะทำให้การรักษามีความยุ่งยาก และผลการรักษาไม่ดีนัก โรคจิตเภทเป็นโรคเรื้อรัง การรักษาจะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น แต่จะต้องใช้ยาไปตลอดชีวิต ปัญหาของโรคนี้ คือ ผู้ป่วยบางรายเมื่อพบว่าตนเองอาการดีขึ้น  มักคิดว่าหายแล้วและหยุดใช้ยา ทำให้อาการกำเริบขึ้นมาอีก โดยอาการมักเกิดขึ้นเมื่อหยุดยาไปเป็นเวลาหลาย ๆ เดือน เช่น 6-7 เดือน ผู้ป่วยจะต้องทำการเริ่มต้นรักษาใหม่ทั้งหมด 

  • โรคไบโพลาร์

โรคไบโพลาร์หรือโรคอารมณ์สองขั้ว เป็นความผิดปกติทางอารมณ์ของผู้ป่วย ซึ่งมีลักษณะอารมณ์เปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างช่วงซึมเศร้าและช่วงที่อารมณ์ดีเกินปกติ (ช่วงแมเนีย) โดยในช่วงซึมเศร้าจะมีอาการหดหู่ ท้อแท้ สิ้นหวัง อาการช่วงนี้จะเหมือนผู้ป่วยโรคซึมเศร้า อาการจะคงอยู่ติดต่อกันนานหลายเดือนแล้วหายไปเหมือนคนปกติก่อนจะเข้าสู่ช่วงอาการแมเนีย ซึ่งจะมีอารมณ์คึกคัก มีพลัง อยากทำหลายอย่าง กระฉับกระเฉง นอนน้อย ใจดี มนุษย์สัมพันธ์ดี อารมณ์ดี แต่มีปัญหาในเรื่องการควบคุมอารมณ์ของตนเอง บางรายพบว่า อยากทำอะไรแล้วต้องได้ทำทันที เช่น อยากไปเที่ยวต่างประเทศ ก็จัดการจองตั๋วเครื่องบินเลยโดยที่ยังไม่ทันลางาน เมื่อมีคนขัดใจผู้ป่วยจะฉุนเฉียวมาก และหงุดหงิดง่าย ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้เลย 

อาการช่วงซึมเศร้าของโรคไบโพลาร์

  1. มีอารมณ์ครึกครื้น แสดงออกอย่างเต็มที่ หรือหงุดหงิดมากเกินปกติ
  2. รู้สึกว่าตนเองเก่ง หรือมีความสำคัญมาก
  3. ต้องการนอนพักผ่อนน้อยลง
  4. ความคิดพรั่งพรู แล่นเร็ว
  5. มีพลัง มีกิจกรรมหรือโครงการที่อยากทำหลายอย่าง
  6. วอกแวก สนใจไปทุกอย่าง
  7. หุนหันพลันแล่น ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
  8. พูดมากหรือพูดไม่หยุดเลย
  9. ไม่ตระหนักว่าตนเองผิดปกติไปจากเดิม 
  • โรคสมองเสื่อม

พบมากในคนที่อายุ 65 ปีขึ้นไป ในคนที่ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมจะไม่ใช่คนที่หลงลืมในลักษณะใจลอย เช่น วางกุญแจไว้แล้วลืมว่าตนเองวางไว้ตรงไหน แบบนั้นเป็นอาการใจลอย สมาธิไม่ได้อยู่กับเรื่องที่ทำ ณ ขณะนั้น อาจมัวคิดถึงเรื่องอื่นอยู่ในขณะที่วางกุญแจ ทำให้หลงลืม แต่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม โดยโรคนี้จะมีลักษณะคือไม่สามารถจดจำสิ่งที่เรียนรู้ใหม่ได้ หรือสามารถเล่าเรื่องในอดีตได้ แต่ไม่สามารถจำได้ว่าเมื่อเช้ากินอะไรมา เป็นต้น 

การสังเกตคนรอบข้างที่มีอาการเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชเป็นเรื่องสำคัญ หากพบความผิดปกติของคนรอบข้างที่มีลักษณะเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต เช่น ไม่สามารถไปทำงานได้ มีปัญหาด้านสัมพันธภาพกับผู้อื่น พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิม ลองให้คำปรึกษาก่อน หากพบว่าไม่ดีขึ้น ควรไปพบแพทย์ เพื่อวินิจฉัยและการรักษาต่อไป 

จาปินขอส่งมอบความรักและความปรารถนาดีแด่ทุกท่าน ด้วยข้อมูลบทความด้านสุขภาพ ซึ่งสนับสนุนโดยผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ได้แก่ เครื่องผลิตน้ำดื่มรุ่นไอวอเตอร์ (iWater)  และเครื่องรุ่นไอมินิ (iMini) ที่ให้คุณได้มากกว่าคำว่าน้ำดื่มที่สะอาด เครื่องผลิตน้ำอาบไอวอเตอร์  วอช (iWater Wash) ที่ให้คุณได้ชำระล้างทำความสะอาดร่างกายแบบหมดจด และเครื่องปรับบรรยากาศไอวอเตอร์แอร์ (iWater Air) ที่ช่วยให้บรรยากาศในบ้านคุณน่าอยู่มากยิ่งขึ้น เชิญมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวจาปินกับเราสิคะ.!!

 

หมายเหตุ: ติดตามบทความใหม่ๆได้ที่ http://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆได้ทาง
  Mr.Happii Mr.Happii

เรียบเรียงโดย : bibomom

ที่มา
5 โรคสำคัญทางจิตเวช ที่คนไทยควรรู้ โดย Rama Channel คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี