ทำความรู้จัก “พลังงาน”

มนุษย์มีความต้องการใช้พลังงานอยู่ตลอดเวลา  โดยจะใช้พลังงานเพื่อตอบสนองต่อความต้องการขั้นพื้นฐาน  และใช้พลังงานเพื่อให้การดำรงชีวิตมีความสะดวกสบายและทันสมัยมากยิ่งขึ้น  ซึ่งพลังงานจะถูกนำไปใช้ในกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น  การใช้พลังงานความร้อนในการหุงต้มอาหาร  ทำให้เสื้อผ้าแห้ง  ทำให้ร่างกายอบอุ่น ฯลฯ การใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อความสะดวกสบายโดยผ่านเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ   เช่น  ทีวี ผัดลม เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น ฯลฯ และการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อให้ยานพาหนะสามารถขับเคลื่อนที่ได้ แล้วพลังงานเหล่านี้มีที่มาอย่างไร? ทำไมจึงมีความสำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์มาก?  ในบทความนี้จาปินจะพาไปทำความรู้จักคำว่าพลังงานให้มากขึ้นค่ะ

พลังงาน (Energy) หมายถึง ความสามารถในการทำงานหรือทำให้เกิดงาน และผลจากการทำงานนั้นทำให้วัตถุหรือสิ่งใด ๆ สามารถเคลื่อนที่หรือเคลื่อนไหวโดยที่พลังงานนั้นยังสามารถจัดเก็บไว้ได้ และไม่สามารถถูกทำลายได้ แต่สามารถเปลี่ยนแปลงจากรูปหนึ่งไปเป็นอีกรูปหนึ่งได้  ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วพลังงานจะมีหน่วยวัดเป็นจูล (Joules) 

มนุษย์เราได้รู้จักกับพลังงานและเริ่มนำพลังงานนั้น ๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์เมื่อประมาณเกือบล้านปีมาแล้ว ซึ่งพลังงานที่ใช้และถูกค้นพบในยุคแรก คือพลังงานจาก “ไฟ” โดยมนุษย์โบราณได้นำไฟมาใช้ในการให้แสงสว่าง  ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ใช้เพื่อหุงหาอาหาร ป้องกันสัตว์ร้าย   และในยุคต่อ ๆ มา ประมาณพันกว่าปีก่อน ชาวอียิปต์ได้เรียนรู้ที่จะประยุกต์เอาพลังงานจาก “ลม” มาใช้ในการเดินเรือ จึงเป็นที่มาของใบพัดเรือและกังหันวิดน้ำพลังงานลมนั่นเอง ต่อมาอีกประมาณ 200 กว่าปีก่อน ได้มีการค้นพบพลังงานในรูปแบบอื่น ๆ อีกหลายอย่าง เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานไฟฟ้า พลังงานจากน้ำมัน พลังงานน้ำ พลังงานความร้อน และพลังงานกล เป็นต้น 

พลังงานแบ่งตามแหล่งที่มาได้ 2 ประเภท คือ 

  1. พลังงานต้นกำเนิด (Primary Energy) หมายถึง พลังงานที่เกิดขึ้นหรือมีอยู่ตามธรรมชาติซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้โดยตรง เช่น น้ำ แสงแดด ลม เชื้อเพลิงตามธรรมชาติ เช่น น้ำมันดิบ ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ พลังงานความร้อนใต้พิภพ แร่นิวเคลียร์ ไม้ฟืน แกลบ ชานอ้อย เป็นต้น 
  1. พลังงานแปรรูป (Secondary Energy) หมายถึง พลังงานต้นกำเนิดที่ผ่านการแปรรูปและปรับปรุงให้อยู่ในรูปแบบที่พร้อมนำไปใช้ประโยชน์ในลักษณะต่าง ๆ ได้ตามความต้องการ เช่น พลังงานไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ถ่านไม้ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว เป็นต้น 

รูปแบบของพลังงาน

  • พลังงานเคมี (Chemical Energy)

เป็นพลังงานที่สะสมอยู่ในรูปแบบอะตอมและโมเลกุลของสารเคมี ซึ่งสามารถเปลี่ยนไปเป็นพลังงานรูปแบบอื่น ๆ เมื่อเกิดปฏิกิริยาทางเคมี เช่น การเผาถ่านไม้ ฟืน ถ่าน น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น 

  • พลังงานความร้อน (Heat Energy/Thermal Energy)

เป็นพลังงานที่ได้จากทั้งแหล่งธรรมชาติ แล้วนำมากระตุ้นด้วยวิธีต่าง ๆ จนเกิดการเคลื่อนไหวของโมเลกุลภายในวัตถุ และส่งผลให้อุณหภูมิของวัตถุนั้น ๆ เพิ่มขึ้น เช่น การใช้เตาแก๊สต้มน้ำ ทำให้เกิดความร้อนขึ้นได้ 

  • พลังงานกล (Kinetic Energy)

เป็นพลังงานที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่โดยตรงของวัตถุต่าง ๆ ซึ่งประกอบไปด้วย “พลังงานศักย์” และ “พลังงานจลน์” กล่าวคือ พลังงานนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่ของวัตถุเท่านั้น  เช่น รถที่กำลังวิ่ง เครื่องบินกำลังบิน พัดลมกำลังหมุน ลูกธนูที่พุ่งออกจากคันศร จักรยานที่กำลังเคลื่อนที่ ก้อนหินวางในที่สูงแล้วล่วงลงสู่พื้น เป็นต้น 

  • พลังงานไฟฟ้า (Electric Energy)

พลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานที่นิยมใช้มากที่สุดในปัจจุบัน เพราะเป็นพลังงานที่มีการเปลี่ยนรูปแบบมาจากพลังงานอื่น และยังสามารถเปลี่ยนไปเป็นพลังงานในรูปแบบอื่นได้ด้วย เช่น การหมุนของพัดลมหรือมอเตอร์ที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานกล เป็นต้น 

  • พลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Energy)

เป็นพลังงานที่เกิดจากการรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic disturbance) โดยการทำให้สนามไฟฟ้าหรือสนามแม่เหล็กมีการเปลี่ยนแปลงและเหนี่ยวนำให้เกิดสนามแม่เหล็ก หรือถ้าสนามแม่เหล็กมีการเปลี่ยนแปลงก็จะเหนี่ยวนำให้เกิดสนามไฟฟ้า ซึ่งเรียกว่า เป็นพลังงานที่เกิดจากการแผ่รังสีหรือถ่ายเทรังสี เช่น คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ ซึ่งเป็นคลื่นที่เกิดจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้นเป็นต้น 

  • พลังงานนิวเคลียร์ (Nuclear Energy)

เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของนิวเคลียสของอะตอมของธาตุบางธาตุ พลังงานนิวเคลียร์สามารถปลดปล่อยรังสีและอนุภาคต่าง ๆ เช่น รังสีเอกซ์ รังสีแกมมา อนุภาคแอลฟา อนุภาคบีตา อนุภาคโปรตอน และถ้ามีการปลดปล่อยอนุภาคอิเล็กตรอนที่อยู่รอบนิวเคลียสด้วย จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงของอะตอม ซึ่งมีชื่อเรียกเป็นภาษาไทยว่า “พลังงานปรมาณู” และพลังงานนิวเคลียร์จะมีทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ในดวงอาทิตย์ ในพื้นดิน และพลังนิวเคลียร์ที่เกิดขึ้นโดยมนุษย์ เช่น เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู ระเบิดปรมาณู เป็นต้น 

ประเภทของพลังงาน

  • พลังงานใช้แล้วหมดไป

พลังงานใช้แล้วหมดไป หรือ เชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นเชื้อเพลิงประเภทหนึ่งที่มีมาตั้งแต่บรรพกาล เกิดจากการเน่าเปื่อยทับถมของซากพืช ซากสัตว์ในชั้นใต้ดินหรือใต้ท้องทะเลเป็นเวลานับล้านปี เป็นพลังงานที่สามารถใช้แล้วหมดไปได้ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและชั้นบรรยากาศของโลกโดยตรงจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พลังงานที่ใช้แล้วหมดไป ได้แก่ ถ่านหิน น้ำมันดิบ ปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติ 

  • พลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาด

พลังงานหมุนเวียน หรือ พลังงานสะอาด คือ พลังงานที่ใช้แล้วไม่หมดไป เนื่องจากสามารถหาทดแทนหรือผลิตขึ้นใหม่ได้อย่างไม่จำกัด โดยที่ขั้นตอนตั้งแต่ การผลิต แปรรูป นำไปใช้ ไปจนถึงการจัดการของเสียที่เหลือจากกระบวนการต่าง ๆ นั้นไม่ก่อให้เกิดผลเสียหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเหมือนพลังงานใช้แล้วหมดไป พลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสะอาดที่สำคัญในปัจจุบัน ได้แก่ พลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวภาพและพลังงานชีวมวล พลังงานขยะ และพลังงานความร้อนใต้พิภพ 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพลังงานจะอยู่ในรูปแบบไหนหรือประเภทใด เราทุกคนควรช่วยกันประหยัดพลังงาน ใช้พลังงานอย่างมีคุณค่าที่สุด เพื่อให้ยังคงมีพลังงานเพียงพอสำหรับใช้ในอนาคต และร่วมกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อให้โลกของเราน่าอยู่ยิ่งขึ้น 

สนับสนุนข้อมูลความรู้โดยเครื่องผลิตน้ำดื่มอัจฉริยะรุ่นไอวอเตอร์ (iWater) และไอมินิ (iMini) ที่ให้คุณได้มากกว่าคำว่าน้ำดื่มที่สะอาด เพราะน้ำดื่มไอวอเตอร์เป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF) อย่าลืม!! ดื่มน้ำสะอาดให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการวันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

 

สามารถติดตามบทความใหม่ ๆ ได้ที่ https://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดี ๆ ได้ทาง
  Mr.Happii Mr.Happii

เรียบเรียงโดย bibomom

 

ที่มา

UAC

PowerMeterLine

SciMath