เคล ราชินีผักใบเขียว SUPER FOOD สำหรับคนรักสุขภาพ

สำหรับกลุ่มคนรักสุขภาพเชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก “ผักเคล” ซึ่งเป็นผักซูเปอร์ฟู้ดชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาก  เพราะเคลเป็นผักใบเขียวที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีประโยชน์ต่อร่างกาย เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย  และด้วยความพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผักเคล จึงทำให้ผักชนิดนี้มีความน่าสนใจและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย  หลายท่านอาจเคยลิ้มลองและเห็นว่ามีผลดีต่อร่างกายแล้ว จึงเกิดการบอกต่อกันปากต่อปาก จนกลายเป็นกระแสในหมู่คนรักสุขภาพ และในบทความนี้จาปินจะพาไปทำความรู้จักกับผักใบเขียวเพื่อสุขภาพชนิดนี้กันค่ะ 

ผักเคล (Kale) หรือ ผักคะน้าใบหยัก เป็นพืชตระกูลเดียวกับผักจำพวก บรอกโคลี คะน้า และดอกกะหล่ำ มีลักษณะสีเขียวเข้ม ใบหยิก เป็นที่นิยมมากในต่างประเทศ และถูกยกให้เป็นซูเปอร์ฟู้ด (Superfood) ชนิดหนึ่ง เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย เช่น โอเมก้า 3 แมกนีเซียม แคลเซียม เหล็ก โซเดียม โพแทสเซียม วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินเค วิตามินบี 6 มีใยอาหารสูง และไขมันต่ำ ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ 

ผักเคลมีต้นกำเนิดในแถบประเทศเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกและเอเชียไมเนอร์  ซึ่งได้รับการเพาะปลูกเพื่อเป็นอาหารตั้งแต่ปี 2000 ก่อนคริสต์ศักราช  ในศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราช คะน้าใบหยักและคะน้าใบแบนถูกพบในประเทศกรีซ  ชาวโรมันเรียกว่า “คะน้าซาเบลเลียน” ซึ่งถือเป็นบรรพบุรุษของผักคะน้าสมัยใหม่ ผักเคลมีหลากหลายสายพันธุ์  มีทั้งสีเขียว สีม่วง ขอบใบเรียบหรือขอบใบเป็นลอน  แต่พบมากที่สุดคือ เคลใบหยักสีเขียวเข้มและมีลำต้นที่แข็งเป็นเส้น ๆ และเป็นพืชผักที่เน้นรับประทานส่วนใบเป็นหลัก ซึ่งหลังจากที่นักวัทยาศาสตร์ได้ค้นพบประโยชน์มากมายจากผักเคล จึงทำให้ผักชนิดนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เพราะอุดมไปด้วยวิตมินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย มีน้ำตาลน้อย จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่รักสุขภาพหรือผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก

ผักเคลเป็นซูเปอร์ฟู้ดที่เหมาะสำหรับคนรักสุภาพ ด้วยประโยชน์มากมายดังนี้

  • มีกรดไขมันโอเมก้า 3 และ 6 ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีต่อร่างกาย ช่วยลดการอักเสบของไขข้อและข้อกระดูก ช่วยต้านทานโรคไขข้ออักเสบได้ดี
  • มีแคลเซียมสูง ด้วยปริมาณแคลเซียมในผักเคลที่สูงมากกว่านมวัวเมื่อเทียบต่อแคลอรี ซึ่งแคลเซียมจะช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก ช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง
  • มีวิตามินเคสูง จึงมีส่วนช่วยในการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดแข็งตัวได้ดี และเลือดลำเลียงออกซิเจนไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ช่วยให้เซลล์เติบโต บำรุงการทำงานของตับ และช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดี นอกจากนี้วิตามินเคยังมีบทบาทสำคัญในการบำรุงรรักษาเนื้อเยื่อกระดูกให้เป็นปกติด้วย
  • มีวิตามินเอสูง ช่วยบำรุงผิวพรรณและบำรุงสายตา ช่วยการมองเห็น อีกทั้งมีลูทีนและซีแซนทีนสูง ซึ่งจะช่วยปกป้องสายตา ทำให้ดวงตาแข็งแรงขึ้น ลดอาการปวดล้าของดวงตาจากการใช้งานหนัก
  • มีวิตามินซีสูง ผักเคลมีวิตามินซีมากกว่าส้ม โดยผักเคล 100 กรัม มีวิตามินซีอยู่ 120 มิลลิกรัม ในขณะที่ส้มมีวิตามินซีอยู่เพียง 53 มิลลิกรัม ผักเคลควรรับประทานสด ๆ เพื่อที่จะได้ไม่สูญเสียวิตามินซีและสารอื่น ๆ ไป ซึ่งวิตามินซีจะช่วยป้องกันโรคหวัด และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงอีกด้วย
  • มีธาตุเหล็กสูง ผักเคลมีธาตุเหล็กสูงกว่าเนื้อวัว ซึ่งจะช่วยป้องกันและรักษาภาวะโลหิตจางได้
  • ช่วยต้านมะเร็ง ผักเคลมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ได้แก่ แคโรทีนอยด์ โพลีฟีนอล และฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่เสื่อม ซึ่งช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้
  • ช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ดี ผักเคลมีสารที่จะช่วยรักษาระดับคอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับปกติ ซึ่งมีผลการวิจัยพบว่าผักเคลช่วยเพิ่มคอเลสเตอรอลที่ดี (HDL) และลดคอเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL) ได้ ช่วยป้องกันโรคความดันสูง
  • มีโพแทสเซียม ช่วยเสริมสุขภาพหัวใจ
  • มีกากใยสูง แต่แคลอรีต่ำ จึงช่วยลดน้ำหนักได้ดี
  • มีเบตาแคโรทีนและวิตามินเอ ช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผม 

การรับประทานผักเคล

  • รับประทานสด

การรับประทานสดที่นิยมคือนำไปทำสลัดเบบี้เคล  ซึ่งแนะนำเป็นผักเคลที่มีอายุการปลูกประมาณ 60 วัน เพราะผักชนิดนี้มีรสออกขมและใบค่อนข้างหนา หากอายุเกินมากกว่านี้จะรับประทานยากขึ้น และวิธีที่นิยมรับประทานสดมากที่สุดคือ สมูทตี้ผักเคล โดยนำเบบี้เคลมาปั่นผสมกับผลไม้รสเปรี้ยว เช่น แอปเปิลเขียวหรือกีวี ซึ่งจะทำให้รับประทานง่ายยิ่งขึ้น  นอกจากนั้นยังสามารถนำผักเคลมา ต้ม ทอด หรือผัด เพื่อรับประทานก็ได้ 

  • ผลิตภัณฑ์แปรรูป

มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากผักเคลออกมาวางจำหน่ายในหลากหลายรูปแบบด้วย เช่น เคลแคปซูล เคลพาวเดอร์ เคลอบกรอบ (Chips) เป็นต้น  เหมาะสำหรับผู้ที่รักสุขภาพ  สามารถเลือกบริโภคได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น 

อย่างไรก็ตาม เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ควรรับประทานอาหารหลากหลายให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำสะอาดให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการวันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   

สนับสนุนข้อมูลความรู้เพื่อสุขภาพโดยเครื่องผลิตน้ำดื่มอัจฉริยะรุ่นไอวอเตอร์ (iWater) และไอมินิ (iMini) ที่ให้คุณได้มากกว่าคำว่าน้ำดื่มที่สะอาด เพราะน้ำดื่มไอวอเตอร์เป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF)

 

ติดตามบทความใหม่ ๆ ได้ที่ https://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดี ๆ ได้ทาง
  Mr.Happii Mr.Happii

เรียบเรียงโดย : bibomom

ที่มา

Kaset Organic

กรุงเทพธุรกิจ

H2Ohydrogarden

WE Fitness Society