ลดความเสี่ยง "โรคออฟฟิศซินโดรม"

อาการปวดศีรษะ ปวดตึงบริเวณบ่าหรือไหล่ มักพบได้บ่อยสำหรับผู้ที่ทำงานในออฟฟิศทั่วไป แต่หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ และมีแนวโน้มที่จะเป็นเรื้อรัง แก้ไม่หายสักที อาจนำเราไปสู่การเป็นโรคออฟฟิศซินโดรมได้ และเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคดังกล่าว  จาปินมีข้อมูลคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับการเช็กอาการผิดปกติของร่างกายที่เกิดจากการทำงานหรือออฟฟิศซินโดรม และวิธีลดความเสี่ยงจากโรคนี้ โดย กับ นพ.ศิรวิชญ์ สุวิทยะศิริ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขากระดูกและข้อ อนุสาขาการผ่าตัดกระดูกสันหลัง รพ.จุฬาภรณ์ มาบอกเล่าให้ทราบกันค่ะ 

เช็คอาการเสี่ยงโรคออฟฟิศซินโดรม

  1. มีอาการปวดต้นคอ หรือบ่า ไหล่
  2. มีอาการปวดหลัง ร้าวไปถึงบริเวณเอว
  3. มีอาการตาพร่ามัว
  4. มีอาการปวดศีรษะ เวลานั่งทำงานเป็นเวลานาน

หากมีอาการเหล่านี้ อาจสงสัยได้ว่ามีอาการของโรคออฟฟิศซินโดรมแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดมาจากการทำงานของเราเอง 

สาเหตุการเกิดโรคออฟฟิศซินโดรม

  1. การใช้งาน หรือทำงานในท่าทางที่ผิด
  2. ใช้ท่าทางที่ผิดซ้ำ ๆ
  3. ใช้ท่าทางที่ผิดเป็นเวลานาน 

วิธีลดเสี่ยงการเกิดออฟฟิศซินโดรม

  1. จัดการกับตัวเอง
  • หากยังทำงานอยู่ ควรลุกเดินไปพัก ยืดเส้น ยืดกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ บ่าไหล่ หลัง
  • ไม่ควรนั่งทำงานในท่าเดิมติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรลุกไปหาสิ่งอื่นทำบ้าง เพื่อยืดเส้น และให้มีการเปลี่ยนท่าทางด้วย
  1. ปรับสภาพแวดล้อม
  • โต๊ะ หรือที่นั่งทำงาน ควรมีการจัดให้ถูกสุขลักษณะที่ดี
  • โต๊ะต้องอยู่ในระดับเดียวกับข้อศอก
  • ควรใช้เก้าอี้ที่มีพนักพิง นั่งตัวตรง ไม่ควรนั่งโน้มตัวไปข้างหน้าในลักษณะคอยื่นออกไป
  • จอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ในระดับสายตา เพื่อที่จะไม่ต้องก้มหน้ามาก ซึ่งจะช่วยลดอาการปวดตึงกล้ามเนื้อได้
  • การใช้ iPad หรือหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ควรลดลง เพราะเวลาใช้อุปกรณ์เหล่านี้จะต้องมีการก้มหน้าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดตึงกล้ามเนื้อ หรือในอนาคตอาจมีเกี่ยวกับหมอนรองกระดูกได้

ดังนั้น อาการปวดศีรษะ ปวดตึงบริเวณบ่าหรือไหล่ สามารถลดหรือหายได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคออฟฟิศซินโดรมได้

สนับสนุนให้ทุกท่านมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและมีความสุขในการทำงาน โดยเครื่องผลิตน้ำดื่มอัจฉริยะรุ่นไอวอเตอร์ (iWater) และไอมินิ (iMini) ที่ให้คุณได้มากกว่าคำว่าน้ำดื่มที่สะอาด เพราะน้ำดื่มไอวอเตอร์เป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF) อย่าลืม!! ดื่มน้ำสะอาดให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการวันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

 

ติดตามบทความใหม่ ๆ ได้ที่ https://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดี ๆ ได้ทาง
  Mr.Happii Mr.Happii

เรียบเรียงโดย : bibomom

ที่มา

รายการ คนสู้โรค THAI PBS 3