ลิ้นหัวใจรั่ว

ลิ้นหัวใจรั่วเป็นภัยเงียบที่ใกล้ตัวมาก เพราะปัจจุบันคนไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เอาแต่โหมงานหนัก ไม่มีเวลาใส่ใจดูแลตัวเอง พออายุมากขึ้นก็ส่งผลให้สุขภาพไม่ดี ต้องเจ็บป่วยด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ มากมาย เช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน โรคอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจ และในที่สุดก็อาจเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วตามมาได้ โรคนี้หากเกิดขึ้นแล้วประสิทธิภาพในการทำงานของหัวใจจะลดลง ทำให้ร่างกายรู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันด้วย ในบทความนี้จาปินจะพาไปทำความรู้จักกับโรคลิ้นหัวใจให้มากขึ้น เพื่อให้ทุกคนมีข้อมูลในการดูแลตัวเองกันค่ะ 

ลิ้นหัวใจรั่ว (Heart Valve Regurgitation) คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่ทำให้ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท เป็นสาเหตุให้เลือดไหลย้อนกลับ  หัวใจจึงต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้เพียงพอ ร่างกายจะรู้สึกเหนื่อยง่าย เพราะหัวใจไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ 

โรคลิ้นหัวใจรั่วมักมีสาเหตุจากความผิดปกติของเนื้อเยื่อลิ้นหัวใจมาแต่กำเนิด ส่งผลให้ลิ้นหัวใจเสื่อมไวกว่าคนทั่วไป และที่พบบ่อยในคนไทย คือ ลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างห้องบน และห้องล่างด้านซ้าย โรคนี้จะไม่แสดงอาการในวัยเด็ก แต่จะเริ่มแสดงอาการเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งอาการจะไม่รุนแรง และจะแสดงอาการรุนแรงขึ้นเมื่ออายุประมาณ 40 – 50 ปี ขึ้นไป ผู้ป่วยรู้สึกเหนื่อยง่าย ใจสั่น และอ่อนเพลียมากขึ้นแม้คลื่อนไหวร่างกายเพียงเล็กน้อย บางรายอาจเสียชีวิตได้เนื่องจากการทำงานของหัวใจล้มเหลว 

อาการ

อาการของโรคลิ้นหัวใจรั่วจะไม่รุนแรง แต่เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป อาจยาวนานจนถึงอายุ 40 ปีผ่านไป จึงเริ่มแสดงอาการที่รุนแรง เนื่องจากลิ้นหัวใจมีความเสื่อมมากขึ้น จนทำให้ร่างกายเหนื่อย อ่อนเพลียง่ายกับทุกอิริยาบถของการเคลื่อนไหว บางรายที่อาจรุนแรงจนเสียชีวิต เนื่องจากการทำงานของหัวใจล้มเหลว โดยส่วนใหญ่แล้วลิ้นหัวใจรั่วมักมีลักษณะอาการดังนี้

  • เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก หอบ เจ็บหน้าอก นอนราบไม่ได้
  • วิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลียมากขึ้น และเป็นลม
  • ไอ มีเสมหะปนเลือด
  • เจ็บหน้าอก ลามไปที่แขนข้างซ้าย หรือที่หน้าท้อง
  • รู้สึกหัวใจเต้นผิดปกติ ใจสั่น
  • เท้าบวม ข้อเท้าบวม และขาบวมกดบุ๋ม 

สาเหตุ

  • มีความผิดปกติของลิ้นหัวใจที่เป็นมาแต่กำเนิด อาจไม่มีอาการใด ๆ ในวัยเด็ก หรือตั้งแต่มารดาตั้งครรภ์
  • ลิ้นหัวใจเสื่อมตามอายุ เนื่องจากเป็นอวัยวะที่เคลื่อนไหว และรับแรงจากเลือดตลอดเวลา ดังนั้น จึงเกิดการเสื่อม ลิ้นหัวใจจะหนาตัวขึ้น และเริ่มมีหินปูน (Calcium) เข้าไปสะสมในเนื้อเยื่อทำให้ปิดไม่สนิท
  • เกิดจากภาวะแทรกซ้อนจากโรคอื่น

         1. การติดเชื้อ เช่น การติดเชื้อจากแบคทีเรียในลำคอหรือทางเดินหายใจ และเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา ซึ่งมักจะเกิดในเด็ก ผู้สูงอายุหรือกลุ่มผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ทำให้ลิ้นหัวใจอักเสบเป็นรู        

           2. ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายและเกิดลิ้นหัวใจรั่วตามมา และปัจจัยเสี่ยงของหลอดเลือดหัวใจตีบ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง การสูบบุหรี่่ อายุมากขึ้น หรือกรรมพันธุ์

         3. โรคหัวใจรูมาติก (Rheumatic Heart Disease) เริ่มต้นจากการติดเชื้อ Streptococcus ในคอ พบบ่อยในเด็ก ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาต่อต้านหัวใจตนเอง เกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจ ส่งผลทำให้ลิ้นหัวใจหนาตัวขึ้นมาก  จนเกิดลิ้นหัวใจตีบและรั่ว 

การวินิจฉัยโรค

การตรวจหาลิ้นหัวใจรั่วที่ให้ผลแม่นยำและได้มาตรฐาน มักจะใช้คลื่นเสียงสะท้อนหรืออัลตราซาวด์ในการตรวจหาความผิดปกติ แต่ส่วนใหญ่มักจะตรวจแบบใช้เครื่องอัลตราซาวด์  ซึ่งใช้เวลาเพียง 30 นาที ก็จะทราบผลสภาพการทำงานของหัวใจว่าเป็นอย่างไร เช่น ทิศทางการไหลเวียนของเลือด จังหวะการสูบฉีดเลือดของหัวใจ เมื่อมีการหายใจเข้า-ออก การปิดเปิดของลิ้นหัวใจ เมื่อเลือดสูบฉีดว่ามีการรั่ว หย่อนยาน หรือปูดขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ แพทย์จะแนะนำวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับอาการของผู้ป่วยในแต่ละราย 

แนวทางการรักษา

  • ผู้ป่วยที่อาการไม่รุนแรง แพทย์จะรักษาด้วยการให้ “ยาขับปัสสาวะ” เพื่อช่วยเสริมการทำงานของหัวใจให้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • ผู้ป่วยที่อาการรุนแรง แพทย์จะรักษาด้วยวิธีผ่าตัด ดังนี้

           1. การผ่าตัดซ่อมแซมลิ้นหัวใจ (Vale Repair) เพื่อซ่อมแซมลิ้นหัวใจที่มีความผิดปกติให้กลับมาทำงานได้  ซึ่งกรณีนี้สามารถทำได้ในผู้ป่วยเพียงบางรายเท่านั้น

           2. การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ (Valve Replacement) หากลิ้นหัวใจไม่สามารถกลับมาทำงานได้อีก ก็จะต้องผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ซึ่งมี 2 ชนิดคือ

               2.1 ลิ้นโลหะ ข้อดีคือ มีความคงทนตลอดชีวิตคนไข้ แต่มีข้อด้อยคือ ต้องทานยาป้องกันไม่ให้เลือดแข็งตัวง่าย เช่น วาฟาริน (Warfarin) และต้องทานยาตลอดชีวิต

               2.2 ลิ้นเนื้อเยื่อ มีอายุใช้งานได้ไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป 

ลิ้นหัวใจรั่วโดยส่วนใหญ่มักจะไม่แสดงอาการทันที แต่จะค่อย ๆ แสดงอาการ ดังนั้น หากมีอาการ ใจสั่น เจ็บหน้าอก เหนื่อยง่าย เท้าบวม หรือมีโรคที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กร่างกายทุกปี รวมทั้งควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ หมั่นดูแลตัวเอง รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ เพื่อลดความเสี่ยงและคุณภาพชีวิตที่ดี 

สนับสนุนข้อมูลความรู้โดยเครื่องผลิตน้ำดื่มอัจฉริยะรุ่นไอวอเตอร์ (iWater) และไอมินิ (iMini) ที่ให้คุณได้มากกว่าคำว่าน้ำดื่มที่สะอาด เพราะน้ำดื่มไอวอเตอร์เป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF) อย่าลืม!! ดื่มน้ำสะอาดให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการวันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

 

หมายเหตุ: ติดตามบทความใหม่ ๆ ได้ที่ https://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดี ๆ ได้ทาง
  Mr.Happii Mr.Happii

 

เรียบเรียงโดย : bibomom

ที่มา

โรงพยาบาลพญาไท

โรงพยาบาลสมิติเวช

โรงพยาบาลเปาโล

พบแพทย์