โรคตุ่มน้ำพอง

โรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของเรานั้นมีอยู่หลายโรค และหนึ่งในนั้นคือ “โรคตุ่มน้ำพอง” ซึ่งเป็นโรคที่ได้รับความสนใจจากผู้คนเป็นจำนวนมาก จากกรณีดารานักแสดงชื่อดังท่านหนึ่งที่เป็นโรคนี้  และมีตุ่มพุพองอยู่ทั่วร่างกาย ซึ่งได้ให้ข้อมูลจากประสบการณ์จริงว่า  เมื่อเป็นโรคตุ่มน้ำพองแล้วจะได้รับความเจ็บปวดทรมานมาก  เพราะนอกจากจะมีตุ่มพุพองตามร่างกายแล้ว ยังมีตุ่มพุพองเกิดขึ้นภายในช่องปากด้วย ส่งผลให้เกิดความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การกิน การนอน การนั่ง การเคลื่อนไหวร่างกาย และที่สำคัญโรคนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยด้วย โรคตุ่มน้ำพองเกิดขึ้นได้อย่างไร?  มีอันตรายมากน้อยแค่ไหน? และเมื่อเป็นแล้วต้องดูแล/ปฏิบัติตัวอย่างไร? จาปินมีข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้มาบอกให้ทราบกันค่ะ

โรคตุ่มน้ำพอง เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่พบได้ไม่บ่อยมากนัก  เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดตุ่มน้ำพองขึ้นที่ผิวหนัง หรือเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ในช่องปาก เป็นต้น โรคนี้สามารถพบได้ทั้งชายและหญิง แต่ส่วนใหญ่มักพบในคนที่มีอายุมาก และอาจพบได้ในเด็กด้วย ไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่ใช่โรคทางพันธุกรรม สามารถรักษาให้หายขาดได้และไม่ทำให้เสียชีวิต 

สาเหตุ

โรคตุ่มน้ำพองเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ระบบภูมิคุ้มร่างกายทำงานผิดปกติ กล่าวคือ ภูมิคุ้มกันที่เคยมีหน้าที่คอยต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ   หันกลับมาทำร้ายเซลล์ในร่างกาย  โดยมีการสร้างสารโปรตีนกลุ่มอิมมูโนโกลบูลินขึ้นแล้วไปทำลายโครงสร้างที่ทำหน้าที่ยึดเกาะกันของเซลล์ผิวหนัง จึงเกิดการแยกตัวของผิวหนังในชั้นหนังกำพร้าหรือบริเวณรอยต่อระหว่างหนังกำพร้าและหนังแท้ ทำให้ผิวหนังหลุดออกจากกันและกลายเป็นตุ่มน้ำหรือแผลถลอกเกิดขึ้นทั่วร่างกายนั่นเอง  และส่วนหนึ่งอาจเกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่สุ่มเสี่ยง เช่น สารเคมี หรือการติดเชื้อเป็นปัจจัยกระตุ้น ตัวอย่างของโรคนี้ที่พบได้บ่อย ๆ คือ โรคเพมฟิกัส (Pemphigus) เพมฟิกอยด์ (Bullous pemphigoid) 

อาการ

มีผื่นแดงคันนำมาก่อน และเป็นตุ่มน้ำพองเกิดขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนใหญ่มักพบที่ลำตัว หน้าอก หน้าทอง และศีรษะ เมื่อตุ่มน้ำแตกจะเกิดแผลหรือรอยถลอก ทำให้มีอาการปวดแสบหรือคันมาก บางรายอาจเกิดตุ่มน้ำพองที่เยื่อบุต่าง ๆ เช่น ในช่องปากซึ่งจะทำให้ลืนอาหารลำบาก และในเยื่อบุช่องคลอดและอวัยวะเพศ หรือทางเดินหายใจ เป็นต้น ในบางรายผิวหนังที่ถลอกหรือเป็นแผล อาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียเป็นหนอง  หากรุนแรง  เชื้อโรคอาจเข้าสู่กระแสเลือด ผู้ป่วยจะมีไข้สูงและอาจเป็นอันตรายจนเสียชีวิตได้ เมื่อแผลหายมักทิ้งรอยดำและค่อย ๆ จางไปโดยไม่เป็นแผลเป็น 

การรักษา

การรักษาโรคตุ่มน้ำพองจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค และต้องใช้เวลาในการรักษาแตกต่างกันในแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะให้ยากดภูมิคุ้มกันขนาดสูงเพื่อให้โรคสงบร่วมกับยาแก้อักเสบในระยะแรก และปรับลดขนาดยาลงในภายหลัง  รวมทั้งให้ยาที่เปลี่ยนการทำงานของเซลล์  ซึ่งผู้ป่วยต้องทานยาต่อเนื่องในระยะยาวเพื่อควบคุมให้โรคสงบ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการมากควรได้รับรักษาในโรงพยาบาล  เพื่อทำแผลอย่างถูกวิธีและเฝ้าระวังแผลติดเชื้อ กรณีที่รับประทานอาหารไม่ได้ อาจจำเป็นต้องให้สารอาหารทางสายทดแทน ผู้ป่วยที่มีอาการหนักต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด 

การดูแล/ปฏิบัติตัวสำหรับผู้ป่วยโรคตุ่มน้ำพอง

  • พบแพทย์สม่ำเสมอ ไม่ควรหยุดยาหรือปรับลดยาเอง
  • ทำความสะอาดร่างกายหรือผื่นตุ่มอย่างสม่ำเสมอด้วยน้ำเกลือ หลีกเลี่ยงการใช้ยาพ่น หรือยาพอก ไม่แกะเกาผื่นแผล
  • หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อ และสถานที่แออัด เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย
  • รับประทานอาหารอ่อน ๆ รสไม่จัด
  • พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายที่เหมาะสมสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น แสงแดด ความร้อน ความเครียด และเสื้อผ้าที่รัด เพราะจะทำให้เกิดการระคายเคืองแผล
  • หากมีอาการ เช่น ไข้สูง ไอ ปัสสาวะแสบขัด อุจจาระสีดำ อาเจียนเป็นเลือด ควรแจ้งแพทย์ทันที
  • หากโรคยังไม่สงบ ไม่ควรตั้งครรภ์ หรือควรปรึกษาแพทย์ก่อน
  • กรณีแผลในช่องปาก ใช้น้ำเกลืออมกลั้ว/บ้วนปากบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาบ้วนปากหรือผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อในช่องปากที่เข้มข้น
  • หลีกเลี่ยง การประคบหรือพอกแผลด้วยสมุนไพร

ถึงแม้ว่า โรคตุ่มน้ำพองจะเป็นโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติซึ่งส่งผลต่อผิวหนังโดยตรง และหากมีการติดเชื้ออาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่โรคนี้หากเป็นแล้วและได้รับการรักษาหายแล้ว มักจะไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก ดังนั้น การคอยดูแล/ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำแพทย์อย่างเคร่งครัดจึงเป็นวิธีเดียวที่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ และควรหมั่นดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วย

สนับสนุนข้อมูลความรู้โดยเครื่องผลิตน้ำดื่มอัจฉริยะรุ่นไอวอเตอร์ (iWater) และไอมินิ (iMini) ที่ให้คุณได้มากกว่าคำว่าน้ำดื่มที่สะอาด เพราะน้ำดื่มไอวอเตอร์เป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF) อย่าลืม!! ดื่มน้ำสะอาดให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการวันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

 

หมายเหตุ: ติดตามบทความใหม่ ๆ ได้ที่ https://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดี ๆ ได้ทาง
  Mr.Happii Mr.Happii

เรียบเรียงโดย : bibomom

ที่มา

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

โรงพยาบาลเปาโล

โรงพยาบาลศิริราช

โรงพยาบาลเพชรเวช