COVID-19 เตรียมเข้าสู่ "โรคประจำถิ่น"

จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19  ปัจจุบันมีหลายประเทศได้ปรับแนวคิดอยู่ร่วมกับโควิด และบางประเทศก็ได้ลดระดับให้ป็นโรคประจำถิ่นแล้ว เช่น เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมัน สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดิอาระเบีย และสำหรับประเทศไทยนั้นทางรัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุขก็ได้วางแผนและเตรียมการเพื่อเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นภายในปีนี้เช่นกัน ซึ่งในบทความนี้จาปินมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบอกเล่าให้ทราบ เพื่อเราทุกคนจะได้เตรียมตัวและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ไปพร้อม ๆ กันค่ะ

  • การระบาดใหญ่ (Pandemic) คือ การที่เชื้อโรคได้แพร่ระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ทั้งจำนวนและกว้างขวางทางพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เช่น ข้ามพรมแดน ระบาดในหลายประเทศ หรือข้ามทวีป มีอัตราการป่วยและเสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก รวมทั้งคาดการณ์ได้ยาก จนมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบสาธารณสุขและสังคม ตัวอย่าง เช่น การระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และการระบาดของโรคโควิด-19 เป็นต้น 
  • โรคประจำถิ่น (Endemic) คือ โรคที่เกิดขึ้นหรือระบาดอยู่เฉพาะในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์นั้น ๆ ซึ่งอาจจะเป็นเมือง ประเทศ หรือทวีป มีอัตราการป่วยคงที่ สามารถควบคุมและคาดการณ์ได้ เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก เป็นต้น  

หลักเกณฑ์การพิจาณา COVID-19 เพื่อเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่น เช่น

  • มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ไม่เกิน 10,000 รายต่อวัน
  • อัตราการป่วย/เสียชีวิตไม่เกิน 1 ต่อ 1,000 คน
  • การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล น้อยกว่า 10%
  • ประชาชนมีภูมิต้านทานเพียงพอ โดยกลุ่มเสี่ยงสูงต้องได้วัคซีนอย่างน้อย 2 โดส มากกว่า 80% 

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ระบุว่า COVID-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นได้นั้น เชื้อไวรัสจะต้องสามารถอยู่กับมนุษย์ได้ ความรุนแรงลดลง และติดเชื้อแล้วไม่เสียชีวิต ซึ่งการที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะจากโรคระบาดมาเป็นโรคประจำถิ่นได้นั้น จะต้องประเมินจากหลายปัจจัย แต่โดยรวมสามารถอธิบายได้ว่า “เราสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโรคได้” นั้นเอง และปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกได้ลดระดับ COVID-19 ให้เป็นโรคประจำถิ่นไปเรียบร้อยแล้ว โดยกุญแจสำคัญที่ทั่วโลกสามารถลดระดับความรุนแรงของโรคได้ นั่นคือ “การฉีดวัคซีน” 

สำหรับประเทศไทยนั้นก็ได้มีการวางแผน เตรียมการ และกำลังดำเนินการเพื่อลดระดับ COVID-19 ให้เป็นโรคประจำถิ่นเช่นกัน และคาดว่าน่าจะบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ภายในครึ่งปีหลังของปีนี้ ซึ่งการลดระดับ COVID-19 สู่โรคประจำถิ่น ไม่ได้หมายความว่าเป็นการลดระดับการป้องกันการติดต่อ แต่ยังต้องปฏิบัติตัวตามมาตรการป้องกันโรคอยู่ ทั้งการสวมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ เว้นระยะห่าง เลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด ตรวจ ATK และฉีดวัคซีน เพื่อลดอัตราเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรค 

และ นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้กล่าวว่า ภาพรวมการพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพในปี 2565 ในส่วนของโรค COVID-19 หากไม่มีสายพันธุ์อื่นเพิ่มเติม คาดว่าครึ่งปีหลัง จำนวนผู้ติดเชื้อจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุจากคนไทยฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นตามเป้าหมาย ซึ่งขณะนี้ฉีดไปได้ประมาณกว่า 20% หากทำได้จะควบคุมสถานการณ์การติดเชื้อรายใหม่ได้ แต่ต้องไม่มีการกลายพันธุ์ที่มีนัยสำคัญเพิ่มเติม หากมีการกลายพันธุ์หรือเหตุการณ์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นก็จะมีการพยากรณ์โรคใหม่อีกครั้ง 

COVID-19 แบ่งเป็น 4 ระยะ สู่โรคประจำถิ่นในประเทศไทย

10 มี.ค.65 ข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊กศูนย์ข้อมูล COVID-19 ระบุว่า มติคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เห็นชอบ ปรับโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น เริ่ม 1 ก.ค.นี้ โดยแบ่งระยะของโควิดเป็นโรคประจำถิ่น 4 ระยะ ดังนี้ 

  • ระยะที่ 1 (12 มี.ค.-ต้น เม.ย.) เรียกว่า Combatting ต้องออกแรงกดตัวเลขไม่ให้สูงกว่านี้ เป็นระยะต่อสู้ เพื่อลดการระบาด ลดความรุนแรงลง จะมีมาตรการต่าง ๆ ออกไป การดำเนินการให้กักตัวลดลง
  • ระยะที่ 2 (เม.ย.-พ.ค.) เรียกว่า Plateau คือ การคงระดับผู้ติดเชื้อไม่ให้สูงขึ้น ให้เป็นระนาบจนลดลงเรื่อย ๆ
  • ระยะที่ 3 (ปลาย พ.ค.-30 มิ.ย.) เรียกว่า Declining การลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงให้เหลือ 1,000-2,000 คน
  • และอีกบวก 1 หรือระยะ 4 ตั้งแต่ 1 ก.ค. 65 เป็นต้นไป เรียกว่า Post pandemic คือ ออกจากโรคระบาด เข้าสู่โรคประจำถิ่น 

และ สคบ. ได้ระบุว่า การเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นจะต้องพิจารณาจากปัจจัยการได้รับวัคซีนและอัตราการครองเตียง อัตราการเสียชีวิต รวมถึงการจัดแผนรองรับในด้านต่าง ๆ จะต้องมีความพร้อม ซึ่งในการดำเนินการของคณะกรรมการ ได้มีการจัดการเรื่องการทำแผนการเฝ้าระวังป้องกันโรคการสอบสวนโรค และทำแผนการดูแลรักษา รวมทั้งมาตรการต่าง ๆ ด้านกฎหมายที่จะต้องรองรับทั้ง 4 ระยะ ซึ่งจะต้องปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะต้องมีการพิจารณาเป็นระยะ เพื่อความครอบคลุมในการดำเนินงานในทุก ๆ ด้าน 

สนับสนุนข้อมูลความรู้โดยเครื่องผลิตน้ำดื่มอัจฉริยะรุ่นไอวอเตอร์ (iWater) และไอมินิ (iMini) ที่ให้คุณได้มากกว่าคำว่าน้ำดื่มที่สะอาด เพราะน้ำดื่มไอวอเตอร์เป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF) อย่าลืม!! ดื่มน้ำสะอาดให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการวันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

 

หมายเหตุ: ติดตามบทความใหม่ ๆ ได้ที่ http://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดี ๆ ได้ทาง
  Mr.Happii Mr.Happii

เรียบเรียงโดย : bibomom

ที่มา

กรุงเทพธุรกิจ

MGR Online

ไทยรัฐ ออนไลน์ (ไทยคู่ฟ้า)

กรมสุขภาพจิต