เงินเฟ้อ

ช่วงนี้เราอาจจะได้ยินคำว่า “เงินเฟ้อ” กันอยู่บ่อย ๆ เพราะต่างก็ต้องประสบปัญหากับราคาสินค้าที่แพงขึ้น ของกินของใช้มีการปรับขึ้นราคา อย่างอาหารที่เคยทานอยู่ทุกวัน เช่น ข้าวราดแกง อาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว เดิมจาน/ชามละ 40 บาท แต่ปรับราคาเป็น  45-50 บาท ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจในช่วงเวลานี้  และที่หนักที่สุดก็น่าจะเป็นราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นแบบวันเว้นวัน  ซึ่งเป็นไปตามกลไกราคาน้ำมันของตลาดโลก  ภาวะเงินเฟ้อส่งผลต่อชีวิตประจำวันของเราทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างไร?    ในบทความนี้จาปินจะพาไปทำความรู้จักกับภาวะเงินเฟ้อกันค่ะ 

เงินเฟ้อ (Inflation) คือ ภาวะที่ระดับราคาสินค้าหรือบริการในระยะเวลาหนึ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากเงินเฟ้อสูงขึ้นก็จะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวม  เมื่อสินค้ามีราคาที่สูงขึ้น  เงินตราหนึ่งหน่วยจึงสามารถซื้อสินค้าและบริการได้น้อยลง ภาวะเงินเฟ้อจึงเป็นการสะท้อนถึงอำนาจการซื้อที่ลดลงต่อหนึ่งหน่วยเงินตรา หรือปริมาณการสูญเสียมูลค่าที่แท้จริงของตัวกลางที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้าในระบบเศรษฐกิจ 

ภาวะเงินเฟ้อจะตรงกันข้ามกับภาวะเงินฝืด  โดยภาวะเงินฝืดจะเกิดขึ้นเมื่อระดับราคาสินค้าและบริการลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีสาเหตุหลายประการ เช่น ความต้องการซื้อสินค้าและบริการของประชาชนลดลง หรือปริมาณเงินที่หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ มีไม่เพียงพอกับความต้องการ ซึ่งภาวะเงินฝืดอาจทำให้ราคาสินค้าปรับลดลง ผู้ผลิตก็อาจไม่ต้องการผลิตสินค้าและบริการในปริมาณเท่าเดิม ทำให้ลดกำลังการผลิตลง และส่งผลให้เศรษฐกิจซบเซาในที่สุด 

สาเหตุของการเกิดเงินเฟ้อ มี 2 ประการ คือ

  1. ประชาชนต้องการซื้อสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น (Demand-Pull Inflation) รวมทั้งสินค้าและบริการนั้น ๆ ในตลาดมีไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ขายปรับราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น
  2. ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น (Cost-Push Inflation) กล่าวคือ หากผู้ผลิตไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้นได้จะต้องปรับราคาสินค้าและบริการให้สูงขึ้นด้วย เพื่อให้ธุรกิจยังคงสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ ยกตัวอย่างต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เช่น ค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันแพงขึ้น ราคาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปรับตัวสูงขึ้น เป็นต้น 

ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อ

  • ประชาชนมีค่าครองชีพที่สูงขึ้น กล่าวคือ มีรายได้เท่าเดิม หนี้สินต่อเดือนเท่าเดิม แต่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
  • สินค้าและบริการมีราคาเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ต้องชะลอการผลิต ลดการลงทุน ลดการจ้างงาน
  • เมื่ออัตราเงินเฟ้อสูงมากขึ้น จนประชาชนซื้อของน้อยลง ธุรกิจต่าง ๆ ก็ไม่สามารถขายของได้ ทำให้การลงทุนต้องชะลอออกไป การพัฒนาการผลิตของประเทศในระยะยาวก็ชะลอตามไปด้วย
  • หากอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง จนเกิดปัญหาสะสมมาก ก็อาจจะเกิดเป็นปัญหาฟองสบู่ในสินทรัพย์ต่าง ๆ ได้ (Asset Price Bubble) 

ภาวะเงินเฟ้อมีผลต่อเศรษฐกิจทั้งด้านเชิงบวกและเชิงลบดังนี้

ผลเชิงบวก เช่น

  • ภาวะเงินเฟ้อจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้มีการใช้จ่ายและการลงทุน เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อทำให้เงินที่เก็บไว้มีมูลค่าน้อยลงเรื่อย ๆ การเพิ่มการใช้จ่ายและลงทุนถือเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันการกระตุ้นในลักษณะนี้อาจส่งผลให้ทรัพยากรไม่ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • ภาวะเงินเฟ้อช่วยลดภาระหนี้ที่แท้จริงของทั้งภาครัฐและเอกชน ตัวอย่างเช่น การทำสัญญาเงินกู้ซึ่งมีอัตราเบี้ยคงที่ ภาวะเงินเฟ้อทำให้ค่าแรงเพิ่มขึ้นในขณะที่รายจ่ายต่อเดือนเพื่อใช้หนี้ยังคงเดิม ดังนั้นลูกหนี้จึงมีเงินเหลือต่อเดือนมากขึ้นว่าเดิม 

ผลเชิงลบ

เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อมีผลต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม และมีผลเสียที่เกี่ยวข้องกับภาวะเงินเฟ้อหลายอย่างดังกล่าวข้างต้น นอกจากนี้ยังรวมถึงการเพิ่มของต้นทุนค่าเสียโอกาสในการไม่ใช้เงิน ทำให้ผู้บริโภคกักตุนสินค้าเนื่องจากประเมินว่าราคาอาจจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ในกรณีอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย 

อย่างไรก็ตาม ได้มีการคาดการณ์ว่า ภาวะเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ไปจนกว่าสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกจะดีขึ้น ดังนั้น เราทุกคนจึงจำเป็นต้องใช้ชีวิตกันอย่างมีสติและระมัดระวังทุกการใช้จ่าย เพื่อให้สามารถข้ามผ่านช่วงเวลาในยุคข้าวยากหมากแพงนี้ไปให้ได้ จาปินขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนปลอดภัย มีกำลังใจต่อสู้กับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ  และพบเจอกับอนาคตที่สดใสกันค่ะ 

สนับสนุนข้อมูลความรู้โดยเครื่องผลิตน้ำดื่มอัจฉริยะรุ่นไอวอเตอร์ (iWater) และไอมินิ (iMini) ที่ให้คุณได้มากกว่าคำว่าน้ำดื่มที่สะอาด เพราะน้ำดื่มไอวอเตอร์เป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF) อย่าลืม!! ดื่มน้ำสะอาดให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการวันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

 

หมายเหตุ : ติดตามบทความใหม่ ๆได้ที่ http://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดี ๆ ได้ทาง
  Mr.Happii Mr.Happii

เรียบเรียงโดย : bibomom

ที่มา

ธนาคารแห่งประเทศไทย

MGR Online

DDproperty