อาหารยอดฮิต หม้อไฟ - ปิ้งย่าง กับความอร่อยที่หลากหลาย

สุกี้ ชาบู หมูจุ่ม และหมูกระทะ   เป็นอาหารยอดฮิตซึ่งได้รับความนิยมในหมู่คนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ วัยรุ่น วัยทำงานหรือวัยเกษียณ ซึ่งต่างก็นิยมชมชอบอาหารชนิดนี้กัน เพราะมีความอร่อยและหารับประทานได้ง่าย และด้วยความที่เป็นอาหารสไตล์หม้อไฟและปิ้งย่างที่ได้รับความนิยมมาก จึงมีร้านอาหารประเภทนี้อยู่ทั่วทุกมุมเมือง ทั้งในศูนย์การค้าต่าง ๆ ภัตตาคาร และร้านที่ตั้งอยู่ในแหล่งชุมชนทั่วไป 

โดยราคาส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัตถุดิบที่มีความหลากหลาย สดใหม่ น่าลิ้มลอง ซึ่งอาจมีทั้งวัตถุดิบในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ และมักจำหน่ายในลักษณะบุฟเฟต์รายหัวซึ่งมีตั้งแต่ราคาย่อมเยาว์ไปจนถึงราคาแพง และหากเป็นร้านแบรนด์ดัง ๆ  ก็จะมีราคาสูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง รวมถึงน้ำจิ้มรสเด็ดที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละร้านด้วย ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความพอใจที่จะจ่ายของลูกค้าเป็นสำคัญ แต่อาหารเหล่านี้เราก็สามารถหาซื้อวัตถุดิบมาทำเพื่อรับประทานกันเองที่บ้านก็ได้ เพราะวิธีการทำก็ไม่ยุ่งยากอะไรมากมาย และเชื่อว่าสาวกสายหม้อไฟคงทำเป็นกันแทบทุกคน แล้วอาหารเหล่านี้มีที่มาอย่างไร? และมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร? จาปินมีข้อมูลมาเล่าสู่กันฟังค่ะ 

  • สุกี้ยากี้ (Sukiyaki)

สุกี้ยากี้เป็นอาหารหม้อไฟที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแบบดั้งเดิมนั้นจะใช้หม้อเหล็กก้นแบนลึกที่สามารถต้มและย่างได้ มีน้ำซุปสีดำ (โชยุผสมกับเหล้ามิริน น้ำตาลและสาเก) มีรสชาติออกหวาน  ลักษณะพิเศษของสุกี้ยากี้ คือ การนำวัตถุดิบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น เนื้อสัตว์ เต้าหู้ ผัก ไข่ ใส่ลงในหม้อน้ำซุป ต้มให้สุกพร้อมกันแล้วค่อยรับประทาน 

สุกี้ยากี้แบบญี่ปุ่นแท้ ๆ มี 2 แบบ คือ

  1. แบบคันโต ต้อง “ปรุงรสน้ำซุป”  ให้เข้มข้นแล้วค่อยนำวัตถุดิบต่าง ๆ ใส่ลงในหม้อ
  2. แบบคันไซ ต้องต้มวัตถุดิบต่าง ๆ ให้สุกเสียก่อนแล้วนำขึ้นมา “ปรุงรสด้วยน้ำจิ้ม” ที่เตรียมไว้ 

สำหรับสุกี้ยากี้ในประเทศไทยนั้น เป็นอาหารที่คนไทยคุ้นเคยกันมานานมากแล้ว ซึ่งสุกี้ยากี้ที่นิยมสำหรับคนไทยจะเป็น “แบบคันไซ” คือ การนำวัตถุดิบทั้งหมด เช่น เนื้อสัตว์ ผักกาดขาว ผักบุ้ง เห็ดหอม เต้าหู้ ไข่ วุ้นเส้น เป็นต้น ใส่ลงในหม้อแล้วต้มให้สุกพร้อมกันทีเดียว จากนั้นก็ตักออกมารับประทานด้วยการปรุงรสด้วยน้ำจิ้ม และในปัจจุบันวัตถุดิบที่นำมาใส่ในสุกี้ยากี้จะมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น มีทั้งผักต่าง ๆ อาหารทะเล (กุ้ง หอย ปลาหมึก สาหร่าย) และอื่น ๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน ส่วนน้ำจิ้มก็จะมีทั้งน้ำจิ้มรสชาติกลมกล่อมและน้ำจิ้มรสชาติจัดจ้านตามสไตล์ไทย ๆ ซึ่งมีทั้งที่ใส่และไม่ใส่เต้าหู้ยี้ สามารถเลือกรับประทานกันได้ตามใจชอบเช่นกัน 

  • ชาบู (Shabu)

ชาบูแบบ “นาเบะ” หรือเรียกว่า “หม้อไฟ” ก็มีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่นเช่นเดียวกับสุกี้ยากี้ แต่มีความแตกต่างในขั้นตอนการรับประทาน นั่นคือ ชาบูจะนำผักใส่ลงไปต้มในหม้อก่อน เพื่อให้น้ำซุปมีรสหวาน จากนั้นค่อยนำเนื้อลงไปลวกในน้ำซุปที่กำลังเดือดทีหลัง (คล้ายสุกี้ยากี้ต้นตำหรับ) โดยเฉพาะหากเป็นชาบูของแท้จากญี่ปุ่นจะมีการสไลด์เนื้อเป็นแผ่นบาง ๆ และทำให้สุกโดยจุ่มผ่านน้ำเดือดเพียงไม่กี่ครั้ง แล้วนำมาจุ่มกับซอสน้ำส้มสายชู (โชยุผสมกับน้ำส้มสายชู) และซอสงา (โชยุผสมกับงาขาวอบและกระเทียบบด) รับประทานคู่กับเห็ดหอม เห็ดเข็มทอง และผักต่าง ๆ ที่ต้มในน้ำซุป ซึ่งความอร่อยของชาบูจะอยู่ที่เนื้อวากิวชั้นดีที่สไลด์บาง ๆ และน้ำซุปที่มีรสชาติกลมกล่อม คำว่า “ชาบู-ชาบู” เป็นภาษาญี่ปุ่น มาจากการพยายามเลียนเสียงการจุ่มเนื้อลงในน้ำนั่นเอง 

  • หมูจุ่ม

“หมูจุ่ม” หรือเรียกว่า “จิ้มจุ่ม” เป็นอาหารประเภท “หม้อไฟแบบไทย ๆ” โดยมีต้นกำเนิดมาจากภาคอีสานของเรา และอาจเรียกได้ว่าเป็นหม้อไฟสไตล์อีสานขนานแท้  ซึ่งมีลักษณะการรับประทานที่คล้ายกับชาบูแบบญี่ปุ่น นั่นคือ การนำเครื่องต่าง ๆ ลงไปต้มให้สุกก่อน แล้วนำเนื้อลงไปลวกในน้ำเดือด ๆ และจิ้มกับน้ำจิ้มเพื่อรับประทาน แต่ “หม้อไฟหมูจุ่ม” จะใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นและตามฤดูกาล ได้แก่ หมู ไก่ กุ้ง ปลาหมึก วุ้นเส้น ผักต่าง ๆ เช่น ผักกาดขาว กะหล่ำปลี โหระพา ผักบุ้ง และวัตถุดิบอื่น ๆ ตามชอบ และหมูจุ่มจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้านรสชาติจากน้ำซุปที่เผ็ดร้อนแบบไทย ๆ มีกลิ่นหอมยั่วยวนชวนให้ลิ้มลอง ซึ่งเกิดจากเครื่องเทศและสมุนไพรต่าง ๆ ได้แก่ พริกสด ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด หอมแดง รากผักชี รวมทั้งยังมีน้ำจิ้มแจ่ว “รสแซ่บ” ตามสไตล์ของคนอีสาน ซึ่งหากใครได้เคยลิ้มลองแล้ว รับรองต้องบอกว่า “แซ่บเวอร์” จริง ๆ 

อีกหนึ่งเมนูที่มีความละม้ายคล้ายกันทั้งหน้าตาและความแซ่บกับจิ้มจุ่ม และได้กลายเป็นแฝดคนละฝากันจนถูกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเมนูเดียวกันนั่นก็คือ “แจ่วฮ้อน” แต่สองเมนูนี้มีความแตกต่างกันที่ “น้ำซุป” ซึ่งสามารถแยกออกได้ดังนี้                       

  • หมูจุ่ม/จิ้มจุ่ม น้ำซุปจะใสคล้ายกับสุกี้ยากี้ หรือน้ำซุปต้มยำน้ำใส
  • แจ่วฮ้อน น้ำซุปจะมีความข้มข้นกว่า เนื่องจากมีการใส่เลือดหมูหรือเลือดวัวลงไป มีลักษณะคล้ายกับน้ำซุปของก๋วยเตี๋ยวน้ำตก และแจ๋วฮ้อนต้นตำรับฉบับท้องถิ่นอีสานแท้ ๆ จะมีการใส่ “ข้าวคั่ว” และ “ขี้เพี้ย” ซึ่งเป็นมูลที่ตกข้างอยู่ในลำไส้ของวัวลงไปด้วยเล็กน้อย (ขี้เพี้ย มีลักษณะเป็นน้ำสีเขียวข้น รสชาติขม) ส่วนวัตถุดิบหลักมักจะเป็นเนื้อวัว เนื้อหมู เครื่องในวัว ผ้าขี้ริ้ว ตับ และผักอะไรก็ได้ตามชอบ (ตามฤดูกาล) เหมือนจิ้มจุ่ม และที่เด็ดไปกว่านั้น “น้ำจิ้มแจ๋ว” จะใส่ข้าวคั่วและขี้เพี้ยด้วย ซึ่งว่ากันว่า แซ่บอีหลีเด้อ!! 
  • หมูกระทะ (เนื้อย่างเกาหลี)

ต้นกำเนิดของหมูกระทะนั้น ว่ากันว่ามีตำนานมาตั้งแต่สมัยมองโกล ซึ่งหมูกระทะแบบดั้งเดิมนั้นเกิดมาจากทหารมองโกลที่พักศึกสงครามในสนามรบ เมื่อเกิดอาการหิวแต่ไม่มีอุปกรณ์ทำอาหาร จึงใช้หมวกทหารมองโกลที่ลักษณะเป็นเหล็กมาใช้สำหรับย่างเนื้อแทน และภายหลังได้มีการออกแบบกระทะซึ่งมีลักษณะโค้งมนคล้ายหมวกทหารอย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน แต่เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าในตำนานยังไม่มีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจน 

ในประเทศญี่ปุ่นในสมัยฮอกไกโดนิยมเลี้ยงแกะเพื่อเอาหนังไปทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม แต่เกิดสถานการณ์เนื้อแกะล้นตลาด รัฐบาลจึงส่งเสริมให้รับประทานเนื้อแกะโดยนำมา “ปิ้งย่าง” และต่อมาได้มีการเปิดร้านอาหารลักษณะปิ้งย่างในกรุงโตเกียวเป็นจำนวนมาก และใช้ชื่อว่า “ร้านเจงกิสข่าน” ดังนั้น เมนูปิ้งย่างนี้จึงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “เนื้อย่างเจงกิสข่าน” นั่นเอง และในขณะเดียวกันที่ญี่ปุ่นยังมีความนิยมในการรับประทานลักษณะเดียวกัน นั่นคือ “เนื้อย่างเกาหลี” ที่ชื่อว่า “บูโกลกิ” และ “กัลบี้” (เป็นการนำเนื้อมาปิ้งย่างและรับประทานกับผักสด ๆ) โดยเฉพาะหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 มีร้านอาหารเสิร์ฟเมนูปิ้งย่างแบบ “โฮะโรมอนยากิ” หรือเรียกว่า “อาหารโชซอน” ซึ่งเป็นอาหารที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศเกาหลี  

สำหรับในประเทศไทย “หมูกระทะ” แรกเริ่มมีการขายในภัตตาคาร เรียกว่า “เนื้อย่างเจงกิสข่าน” เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่น และร้านที่เป็นต้นตำหรับของหมูกระทะ คือ “ร้านไดโดม่อน” ซึ่งเป็นร้านอาหารสไตล์ปิ้งย่างรูปแบบใหม่  และเป็นแบบ “บุฟเฟต์ปิ้งย่าง” ที่ให้ลูกค้าสามารถเลือกอาหารได้ตามชอบใจจากเมนูหลากหลายที่มีและนำมาปิ้งย่างเอง  และต่อมาจึงได้มีร้านหมูกระทะเปิดขายทั่วไป โดยเฉพาะในภาคอีสานนั้นจะเรียกว่า “เนื้อย่างเกาหลี” ซึ่งจะมีลักษณะการเสิร์ฟเป็นชุดมากกว่าบุฟเฟต์ แต่ในปัจจุบันร้านหมูกระทะส่วนใหญ่จะเปิดขายแบบบุฟเฟต์ซึ่งก็ได้รับความนิยมมาก ดังนั้น หมูกระทะจึงนับเป็นเมนูยอดฮิตที่สามารถหารับประทานได้ง่าย ๆ ทุกวันเช่นเดียวกันอาหารหม้อไฟอื่น ๆ 

ปัจจุบันอาหารยอดฮิตทั้ง 4 อย่างดังกล่าว ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาให้มีความหลากหลายและร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์และความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ ซึ่งเชื่อว่าอาหารประเภท “หม้อไฟ” และ “ปิ้งย่าง” นี้จะยังคงได้รับความนิยมจากผู้คนไปอีกนานแสนนาน 

สนับสนุนความข้อมูลความรู้โดยเครื่องผลิตน้ำดื่มอัจฉริยะรุ่นไอวอเตอร์ (iWater) ให้คุณได้มากกว่าคำว่า น้ำดื่มที่สะอาด เพราะน้ำดื่มไอวอเตอร์เป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF) อย่าลืม!! ดื่มน้ำสะอาดให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการวันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

หมายเหตุ: ติดตามบทความใหม่ๆได้ที่ http://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆได้ทาง
  Mr.Happii Mr.Happii

เรียบเรียงโดย : bibomom

ที่มา

Line Today

Mero Town Bangkok

Thai Street Food

Pitcha Meat

OpenRice