คีโตนกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

คีโตน (Ketone) คือ สารเคมีที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญไขมันให้เป็นน้ำตาลของร่างกาย  ซึ่งโดยส่วนใหญ่มักพบในผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะที่ร่างกายมีความผิดปกติในฮอร์โมนอินซูลิน  ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน  และเมื่อมีปริมาณคีโตนในเลือดมากขึ้นจะทำให้ร่างกายเกิดภาวะ “เลือดเป็นกรด” ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการต่าง ๆ ตามมา และอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

การเกิดคีโตนในร่างกาย

โดยปกติร่างกายของเราจะได้รับพลังงานจากการรับประทานอาหาร และสารอาหารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย คือ ไขมัน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน เมื่อรับประทานแป้ง (คาร์โบไฮเดรต) และน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะย่อยสลายจนได้น้ำตาลกลูโคส  และย่อยสลายต่อไปเพื่อให้พลังงานแก่ร่างกาย กลูโคสที่ได้จากแป้งและน้ำตาลจะมีความสำคัญและจำเป็นต่อร่างกาย  ซึ่งจะช่วยให้การเผาผลาญไขมันในร่างกายเป็นไปอย่างสมบูรณ์ 

หากร่างกายได้รับสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอ จะทำให้การเผาผลาญไขมันในร่างกายไม่สมบูรณ์ เพราะในกระบวนการเผาผลาญนั้นต้องอาศัยคาร์โบไฮเดรต เพื่อให้ร่างกายมีคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำเกิดขึ้นไนระหว่างการเผาผลาญไขมัน และเมื่อเกิดการเผาผลาญที่ไม่สมบูรณ์ ไขมันก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นสาร “คีโตน”  ซึ่งจะเกิดขึ้นที่ตับและมีผลทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย 

สำหรับผู้ที่อดอาหารหรือผู้ที่ร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอ ก็จะทำให้เกิดการสะสมของคีโตนในกระแสเลือดได้ แต่ในสภาพปกตินั้นส่วนหนึ่งของสมองและเนื้อเยื่ออื่น ๆ ยังคงสามารถใช้คีโตนเป็นพลังงานได้ เช่น หัวใจนำคีโตนมาใช้ก็เป็นการปรับตัวเพื่อการอยู่รอดในระหว่างการอดอาหาร ซึ่งจะลดปริมาณการย่อยสลายโปรตีน ในกรณีที่สมองไม่สามารถใช้คีโตนได้อีกต่อไป ร่างกายก็จะถูกบังคับให้สร้างกลูโคสให้เพียงพอจากโปรตีน เพื่อสนองความต้องการน้ำตาลกลูโคสของสมอง โดยการย่อยสลายโปรตีนจากกล้ามเนื้อหัวใจและอวัยวะอื่น ๆ  ดังนั้น ในบางรายก็ไม่สามารถอดอาหารได้นาน เนื่องจากสมองไม่สามารถใช้คีโตนได้อีกต่อไปนั่นเอง 

ภาวะเลือดเป็นกรด

เลือดเป็นกรด (Acidosis) คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับคีโตนและน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ ซึ่งเกิดมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้พลังงานจากน้ำตาลได้ ตับจึงทำหน้าที่เผาผลาญไขมันเพื่อให้เกิดพลังงานขึ้นทดแทน  และพลังงานเหล่านี้เรียกว่า “คีโตน”  โดยร่างกายจะปล่อยคีโตนที่ได้เข้าสู่กระแสเลือดเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงาน ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า “คีโตซิส” (Ketosis) 

ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะขาดฮอร์โมนอินซูลินนั้น  เมื่อร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ จะส่งผลให้น้ำตาลที่ได้รับมาค้างอยู่ในเลือดหรือมีน้ำตาลในเลือดสูง และเมื่อไม่สามารถใช้น้ำตาลได้ร่างกายจึงเข้าสู่ภาวะคีโตซิสเพื่อผลิตคีโตนออกมาใช้ทดแทน และเมื่อระดับคีโตนภายในเลือดสูงขึ้นจะทำให้ผู้ป่วยเบาหวานเกิดภาวะเลือดเป็นกรดร่วมกับน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งเรียกนี้ว่า ”ไดอะบีติค คีโตเอซิโดซิส” (Diabetic Ketoacidosis : DKA) มักเกิดกับผู้ป่วยเบาหวาน ประเภทที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่ต้องฉีดอินซูลิน 

อาการภาวะคีโตเอซิโดซิส

  • มีระดับน้ำตาล และระดับคีโตนในเลือด หรือปัสสาวะสูง
  • กระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย
  • ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และหายใจลำบาก
  • หายใจเร็ว ลมหายใจกลิ่นเหมือนผลไม้
  • ความดันโลหิตต่ำ
  • น้ำหนักลด เหนื่อย ซึมลง 

หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาการดังกล่าวจะค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้น ผิวหนังจะแดงและแห้ง มีอาการเหม่อลอย ไม่ได้สติ ไม่รู้สึกตัว ช็อกหมดสติ หากอาการรุนแรงมากจะเกิดภาวะสมองบวม โคม่า และอาจอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น เมื่อเกิดอาการดังกล่าว โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคเบาหวาน ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที 

ค่าปกติของคีโตนในร่างกาย

  • ค่าปกติของคีโตนในเลือด คือ น้อยกว่า 6 Millimoles per liter (mmol/L)
  • ค่าปกติของคีโตนในปัสสาวะ คือ จะตรวจไม่พบคีโตนในปัสสาวะ (Negative) หากตรวจพบคีโตนในปัสสาวะ หมายความว่าเป็นภาวะ “ผิดปกติ” (Positive) ซึ่งแบ่งตามระดับความรุนแรง คือ รุนแรงน้อย (Small positive) รุนแรงปานกลาง (Moderate positive) และรุนแรงมาก (Large positive)
  • เมื่อเกิดไดอะบีติค คีโตเอซิโดซิส (Diabetic Ketoacidosis : DKA) ค่าน้ำตาลในเลือดจะสูงมากกว่า 250 mg/dL (มิลลิกรัม/เดซิลิตร) 

ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะเลือดเป็นกรดร่วมกับน้ำตาลในเลือดสูง ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรได้รับการดูแลและควบคุมอาหารเป็นพิเศษเพื่อให้ร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาลที่เพียงพอ โดยรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ (เลี่ยงอาหารที่มีรสหวาน) ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำสะอาดให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการวันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   

สนับสนุนข้อมูลความรู้โดยเครื่องผลิตน้ำดื่มอัจฉริยะรุ่นไอวอเตอร์ (iWater) และไอมินิ (iMini) ที่ให้คุณได้มากกว่าคำว่าน้ำดื่มที่สะอาด เพราะน้ำดื่มไอวอเตอร์เป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF)

 

หมายเหตุ: ติดตามบทความใหม่ๆได้ที่ http://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆได้ทาง
  Mr.Happii Mr.Happii

เรียบเรียงโดย : bibomom

ที่มา

Healthcarethai

Amazon Aws

Allwellhealthcare