ชุดตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยตนเอง RAPID ANTIGEN TEST KIT

Rapid Test คือ ชุดทดสอบอย่างง่ายและรวดเร็ว หรือเรียกว่า ชุดทดสอบแบบเร่งด่วน ใช้สำหรับการตรวจคัดกรองเบื้องต้นเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสและภูมิคุ้มกันก่อนเข้ากระบวนการตรวจเพื่อยืนยันผลจากห้องปฏิบัติการ โดยใช้เวลาในการตรวจประมาณ 10-30 นาที แต่การตรวจที่ห้องปฏิบัติการจะใช้วิธีการตรวจแบบ RT-PCR  (Real Time Polymerase Chain Reaction) ซึ่งจะใช้เวลาในการรอผลประมาณ 24-48 ชั่วโมง  ถึงแม้ว่าการตรวจแบบ Rapid Test จะไม่สามารถยืนยันผลลัพธ์การติดเชื้อโควิด-19 ที่แม่นยำได้ แต่ก็สามารถใช้ตรวจคัดกรองได้ในเบื้องต้น เพื่อช่วยลดปัญหาการเข้าไม่ถึงการตรวจหาเชื้อ  ความแออัด  การรอคิวนาน  และลดปัญหาการเดินทางไปตรวจหาเชื้อที่โรงพยาบาล ดังนั้น Rapid Test จึงเหมาะสำหรับผู้ที่สงสัยว่าติดเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ  ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้ตรวจพบเชื้อได้เร็วขึ้น และช่วยให้สามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงทีด้วย 

Rapid Test แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

  1. ชุดทดสอบแอนติเจน (Rapid Antigen Test Kit) คือ การตรวจหาเชื้อโควิด-19 โดยใช้วิธีการสวอป (Swab) เก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งที่บริเวณจมูกลึกถึงคอ เก็บจากลำคอ  หรือเก็บจากบริเวณอื่น ๆ
  2. ชุดทดสอบแอนติบอดี (Rapid Antibody Test Kit) คือ การตรวจหาภูมิคุ้มกันโควิด-19 โดยใช้วิธีการเจาะเลือดที่บริเวณปลายนิ้วหรือท้องแขน 

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปสามารถใช้ “ชุดทดสอบแอนติเจน” (Rapid Antigen Test Kit) ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ได้ด้วยตนเอง เพื่อตรวจคัดกรองเบื้องต้น และในบทความนี้จาปินได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับชุดทดสอบชนิดนี้มาบอกให้ทราบกัน ซึ่งรายละเอียดมีดังนี้ 

ชุดทดสอบแอนติเจน (Rapid Antigen Test) คือ การตรวจหาโปรตีนของเชื้อไวรัสโควิด-19  โดยใช้วิธีการสวอป (Swab) เก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งที่บริเวณจมูกลึกถึงคอ เก็บจากลำคอ หรือเก็บจากบริเวณอื่น ขึ้นอยู่กับวิธีการเก็บตัวอย่างของชุดการตรวจนั้น ๆ ซึ่งการตรวจวิธีนี้จะให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำในผู้ที่ได้รับเชื้อมาแล้ว 5-14 วัน เพราะหากเชื้อไวรัสมีอยู่น้อย ก็อาจทำให้ไม่พบเชื้อ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องไปตรวจหาเชื้อแบบ RT-PCR ที่โรงพยาบาลซ้ำอีกครั้ง เพื่อความชัดเจน 

คำแนะนำการใช้ชุดทดสอบแอนติเจน (Antigen Test)  ด้วยตนเอง

  1. ตรวจสอบดูว่ามีคำแนะนำให้สามารถใช้กับตัวอย่างที่เก็บจากบริเวณใด เช่น โพรงจมูก (Nasal) โพรงหลังจมูก ( Nasopharyngeal) ช่องปากและลำคอ (Oropharyngeal) หรือน้ำลาย เป็นต้น และควรเลือกใช้ชุดทดสอบที่สามารถเก็บตัวอย่างด้วยตัวเองได้ง่าย
  2. ศึกษารายละเอียดขั้นตอนวิธีการทดสอบ การแปลผล จากเอกสารกำกับชุดทดสอบ ก่อนเริ่มทำการทดสอบ
  3. การเก็บตัวอย่างและดำเนินการทดสอบ
    • ล้างมือให้สะอาด ด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือแอลกอฮอล์เจล ก่อนทำการเก็บตัวอย่าง
    • ทำการเก็บตัวอย่างให้ถูกต้อง (ตามคำแนะนำวิธีการเก็บตัวอย่าง)
    • ทำการทดสอบตามขั้นตอนที่ระบุในเอกสารกำกับอย่างเคร่งครัด
    • การเก็บตัวอย่างที่ไม่ถูกต้องตามคำแนะนำ อาจทำให้ผลการทดสอบผิดพลาดได้

 ข้อควรระวัง

  1. ชุดทดสอบถูกเก็บรักษาในอุณหภูมิที่กำหนดก่อนนำมาใช้งาน
  2. ตรวจสอบวันหมดอายุของชุดทดสอบ
  3. เตรียมพื้นที่สำหรับใช้ทดสอบให้สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน
  4. อย่าเปิดหรือฉีกซองที่บรรจุตลับทดสอบ จนกว่าจะเริ่มทำการทดสอบ
  5. อ่านผลตามเวลาที่ชุดทดสอบกำหนด (การอ่านผลเร็วหรือช้าเกินไปอาจเกิดความผิดพลาดได้)
  6. ไม่นำอุปกรณ์หรือตลับทดสอบอันเดิมมาใช้ซ้ำ
  7. นำชุดทดสอบและอุปกรณ์ที่เหลือจากการใช้งานแล้ว แช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อ แยกใส่ถุงปิดให้มิดชิด และทิ้งให้เหมาะสม (ขยะติดเชื้อ)
  8. ล้างมือให้สะอาดภายหลังจากทำการทดสอบทุกครั้ง 

วิธีอ่านค่าผลการทดสอบ

  • หากตรงตัวอักษร C ขึ้นขีดเดียว แปลว่า ผลทดสอบ “เป็นลบ” (ไม่พบเชื้อ)
  • หากตรงตัวอักษร C และ T ขึ้น 2 ขีด แปลว่า ผลทดสอบ “เป็นบวก” (พบเชื้อ)
  • หากไม่มีขีดตรงตัว C และ T หรือปรากฎแค่ตรงตัว T อย่างเดียว แปลว่า “แผ่นเทสเสีย” 

วิธีปฏิบัติตนหลังทราบผลการทดสอบ

  • กรณีผลการทดสอบ “เป็นบวก”
    ให้แจ้งหน่วยบริการใกล้บ้านที่กำหนด และเข้ารับการตรวจยืนยันแบบ RT-PCR ซ้ำที่โรงพยาบาล ในระหว่างรอให้กักตัวเองแยกจากผู้อื่น เพื่อลดการแพร่เชื้อ เช่น แยกห้องน้ำ ของใช้ส่วนตัว หลีกเลี่ยงการสัมผัสบุคคลใกล้ชิด สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา หมั่นสังเกตอาการตนเอง หากมีอาการหายใจลำบาก ควรรีบติดต่อขอเข้ารับการรักษาทันที และแจ้งผู้ใกล้ชิดที่มีความเสี่ยงให้เข้ารับการตรวจหาเชื้อด้วย 
  • กรณีผลการทดสอบ “เป็นลบ”
    หากเป็นผู้มีความเสี่ยงสูง เชื้ออาจจะอยู่ในระยะฟักตัว ควรทำการกักตัวเองแยกจากผู้อื่นเช่นเดียวกับผู้ติดเชื้อ และทดสอบซ้ำอีกภายใน 3-5 วัน หรือหากมีอาการเข้าข่ายโรคโควิด-19 ควรทำการทดสอบซ้ำทันที โดยเฉพาะหากมีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ให้ทำการตรวจซ้ำด้วยวิธี RT-PCR ที่โรงพยาบาลทันทีเช่นกัน 

คำแนะนำวิธีใช้ไม้ Swab แหย่เข้าโพรงจมูกที่ถูกต้อง โดย นพ.ชาญสิริ เสกสรรค์วิริยะ โสต ศอ นาสิกแพทย์ (แพทย์หูคอจมูก) มีดังนี้

การแหย่ไม้ swab เพื่อตรวจหาเชื้อโควิดจะต้องไปตามแนวของฐานจมูก (Nasal floor) หรือขนานกับเพดานปาก  เพื่อให้ปลายของไม้ไปถึงด้านหลังของโพรงจมูก ง่าย ๆ คือ ชี้ไปทางรูหูหรือติ่งหู ไม่ใช่แหย่ชี้ขึ้นไปตามดั้งจมูก ซึ่งหากทำถูกต้อง แทบจะไม่เจ็บ อาจรู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อย น้ำตาซึมนิด ๆ และจะได้ผลที่มีความแม่นยำ แต่ถ้าหากทำผิด จะเจ็บปวด ผลอาจไม่ตรงตามจริง และอาจเกิดการบาดเจ็บ เช่น เลือดกำเดาไหลได้ ซึ่งการแหย่ไม้ Swab จะขึ้นอยู่กับชนิดของชุดทดสอบ ให้สังเกตข้อความที่ระบุไว้ดังนี้ 

  • หากเขียนว่า "Nasopharyngeal swab" ไม้ Swab ที่ใช้ตรวจจะค่อนข้างยาว ให้ตรวจตามแนะนำด้านบน ปลายไม้ swab จะชน "โพรงหลังจมูก"
  • หากเขียนว่า "Nasal swab" ปลายไม้ Swab จะสั้น อาจไม่เข้าลึกมาก เพียงแค่โพรงจมูกด้านหน้า (ให้อ่านสลากดี ๆ) แต่ทิศทางในการแหย่ไม้ไม่แตกต่างกัน 

การใช้ชุดทดสอบแอนติเจน (Antigen Test) เพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 ด้วยตนเอง เป็นเพียงการตรวจคัดกรองเบื้องต้น ซึ่งต้องทำควบคู่กับการป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัด  โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จะมีการแจกจ่ายชุดทดสอบแอนติเจนสู่หน่วยงานบริการ และแจกให้ประชาชนทุกคนได้ใช้ฟรี  รวมทั้งยังสามารถหาซื้อชุดทดสอบนี้ได้ที่คลินิก และร้านขายยาแผนปัจจุบัน หรือตามที่ อย.กำหนด ไม่แนะนำซื้อทางออนไลน์ ทั้งนี้ ชุดทดสอบต้องผ่านการขึ้นทะเบียนจาก อย. แล้วเท่านั้น ซึ่งสามารถดูรายชื่อชุดทดสอบได้ที่เว็บไซต์ของ อย. และเพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้ที่ถูกต้อง โปรดสังเกตและเลือกใช้ชุดทดสอบที่ระบุสำหรับการตรวจด้วยตนเอง (Home Use)  อย่าเลือกที่ระบุสำหรับตรวจในห้องปฏิบัติการ (Lab Use) 

สนับสนุนข้อมูลความรู้โดยเครื่องผลิตน้ำดื่มอัจฉริยะรุ่นไอวอเตอร์ (iWater) และไอมินิ (iMini) ที่ให้คุณได้มากกว่าคำว่าน้ำดื่มที่สะอาด เพราะน้ำดื่มไอวอเตอร์เป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF) อย่าลืม!! ดื่มน้ำสะอาดให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการวันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

หมายเหตุ: ติดตามบทความใหม่ๆได้ที่ http://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆได้ทาง
  Mr.Happii Mr.Happii

เรียบเรียงโดย : bibomom

ที่มา
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
All Well
ไทยรัฐออนไลน์
เฟซบุ๊กหมอไมท์