คนไร้บ้าน แต่ไม่ไร้หัวใจ

หากจะกล่าวถึง “คนไร้บ้าน” เราก็จะนึกถึงคนที่ไม่มีบ้าน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เร่ร่อนไปเรื่อย ๆ และมักพบเห็นกลุ่มคนเหล่านี้อาศัยอยู่ในพื้นที่สาธารณะในเมืองใหญ่ ๆ หรือเมืองหลักของจังหวัดต่าง ๆ  เช่น กรุงเทพมหานคร ขอนแก่น เชียงใหม่ ภูเก็ต และพัทยา เป็นต้น และในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งเกิดจากการระบาดของโรคโควิด-19 ในวันนี้ ด้วยปัญหาหลายอย่างที่จะต้องเผชิญในชีวิต จึงทำให้คนไร้บ้านมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งคนเหล่านี้อาจจะอยู่ในมุมที่สังคมมองไม่เห็น หรือไม่ได้สนใจ เราไปจึงอยากนำเสนอเรื่องราวของกลุ่มคนเหล่านี้ เพื่อให้สังคมได้เปิดใจและให้โอกาสกับพวกเขากันค่ะ 

คนไร้บ้าน (Homeless) หมายถึง สภาพของบุคคล ณ ช่วงเวลาหนึ่งที่ไม่สามารถมีที่อยู่อาศัยในแบบปกติทั่วไปได้  พูดง่าย ๆ คือ ไม่มีบ้าน ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งนั่นเอง โดยอาจจะอาศัยพื้นที่สาธารณะเป็นสถานพักพิง หรืออาจมีบ้านเป็นสถานที่ทางกายภาพที่จากมา แต่สถานที่นั้นอาจเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความทรงจำที่เจ็บปวด จนทำให้อดทนอยู่ต่อไปไม่ไหว และตันสินใจเดินออกจากสถานที่แห่งนั้นมา  ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคนไร้บ้านจะมีอาชีพหาของเก่า  เป็นแรงงานรับจ้างรายวันทั่วไป  ค้าขายอาหารและของมือสอง  และอื่น ๆ  หรือในบางครั้งอาจจะเรียกคนไร้บ้านว่าคนเร่ร่อนก็ได้ 

นิยามคนไร้บ้านอาจแตกต่างกันในแต่ละประเทศ และในประเทศไทยโดยการทำงานของภาคีเครือข่าย สสส. ได้แบ่งคนไร้บ้านออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ 

  1. กลุ่มคนที่อยู่อาศัยในพื้นที่สาธารณะ ใช้พื้นที่หลับนอน กินอยู่ บนพื้นที่สาธารณะ
  2. กลุ่มคนที่อยู่ในศูนย์พักพิงของคนไร้บ้าน
  3. กลุ่มคนที่ไม่มีความมั่นคงทางที่อยู่อาศัยที่เห็นได้อย่างชัดเจน เช่น นอนในรถสามล้อ นอนในรถแท็กซี่ หรือมีการปลูกเพิงอยู่แบบโดดเดี่ยวนอกชุมชน เป็นต้น 

คนไร้บ้านส่วนใหญ่จะเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง เป็นวัยแรงงานตอนปลายอายุราว 40-59 ปี และบางส่วนมีความพิการ (อย่างเห็นได้ชัด) โดยคนไร้บ้านในเขตกรุงเทพมหานครมีจำนวนไม่น้อยที่มีอายุเกิน 60 ปี ซึ่งถือเป็นผู้สูงอายุแล้ว และส่วนใหญ่จะอยู่คนเดียว และโดยปกติแล้วคนไร้บ้านนั้นไม่ใช่ขอทาน และมักปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือ หรือหากต้องการให้ความช่วยเหลือจำเป็นต้องมีลักษณะที่เป็นมิตร เนื่องจากกลุ่มคนเหล่านี้จะมีอาการจิตผิดปกติไม่มากก็น้อย ซึ่งเกิดจากความเครียดที่ต้องทนต่อสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย และจากการสำรวจล่าสุด ปัจจุบันในประเทศไทยมีจำนวนคนไร้บ้านอยู่ประมาณเกือบ 30,000 คน  โดยอยู่ในพื้นที่ของกรุงเทพมหานครมีจำนวนมากที่สุด และรองลงมาคือจังหวัดนครราชสีมา เชียงใหม่ สงขลา และขอนแก่น ตามลำดับ และส่วนใหญ่คนไร้บ้านมักอาศัยหลับนอนตามป้ายรถเมล์หรือสถานที่ที่มีแสงสว่างในพื้นที่ต่าง ๆ 

คนไร้บ้านแต่ละคนจะมีปัญหาที่แตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่จะเผชิญกับปัญหาครอบครัว รวมถึงด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต คือ ไม่มีความมั่นคงทั้งด้านอาชีพและรายได้ เพราะแม้ว่าคนไร้บ้านส่วนใหญ่จะมีงานทำ แต่มักเป็นงานที่ไม่มั่นคงและรายได้ไม่เพียงพอ  จึงส่งผลกระทบต่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และคนกลุ่มนี้มักไม่ได้อัปเดตสถานะในระบบทะเบียนราษฎร์เป็นเวลานาน จึงเกิดปัญหาด้านสถานะและสิทธิต่าง ๆ  ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงระบบสวัสดิการของรัฐได้  ทั้งสวัสดิการด้านสุขภาพและด้านสังคม  และมีคนไร้บ้านจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาด้านสุขภาพจิตด้วย

หลายคนอาจจะมองว่าคนไร้บ้านน่ากลัว แต่งกายสกปรก เนื้อตัวมอมแมม ผมเผ้ารุงรัง แต่จริง ๆ แล้ว คนกลุ่มนี้ไม่ได้มีความน่ากลัวแต่อย่างใด เราควรเปิดใจและทำความใจในบริบทของคนไร้บ้าน ไม่มองเพียงรูปลักษณะทางกายภาพภายนอกแล้วตัดสินคนเหล่านั้น 

สิ่งควรรู้เกี่ยวกับคำว่า “คนไร้บ้าน” 

  • ไร้บ้าน ไม่เท่ากับ ไร้ที่ไป
    มีคนไร้บ้านจำนวนมากที่รู้ว่ามีศูนย์รองรับและให้เข้าพักได้ แต่คนกลุ่มนี้ยังเลือกอยู่ริมถนนต่อไป เพราะยังต้องการความเป็นอิสระมากกว่าการอยู่ในศูนย์รองรับ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มคนไร้บ้านแล้ว การมีที่อยู่ที่ปลอดภัยและเป็นหลักแหล่ง คือ หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้ 
  • ไร้บ้าน ไม่เท่ากับ อยู่ไปวัน ๆ
    คนไร้บ้านหลายคนมีงานทำและต้องการทำงาน ไม่ใช่ทุกคนที่นั่งเฉย ๆ รอรับความช่วยเหลือ 
  • ให้เงิน อาจเท่ากับ ทำร้าย
    หลายคนอาจอยากช่วยเหลือคนไร้บ้าน แต่การให้เงินโดยตรงอาจทำให้คนไร้บ้านโดนคนอื่นรุมทำร้ายได้ ดังนั้น การให้อาหาร น้ำ และยาถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า 
  • คนไร้บ้าน เท่ากับ คนมีหัวใจ
    ในการถามคำถาม ควรใส่ใจให้มากเมื่อเข้าไปเยี่ยมเยียน ขอให้เข้าไปอย่างเคารพ มีความเป็นมิตร เอาใจเขามาใส่ใจเรา 
  • คนไร้บ้าน เท่ากับ มนุษย์
    คนไร้บ้านทุกคนไม่ใช่คนเลวร้ายน่ากลัว และคนไร้บ้านทั้งหมดก็ไม่ใช่คนดีสมบูรณ์แบบ การไม่มีบ้านไม่ใช่วาระให้เหมารวม แต่สิ่งที่แน่นอนคือ พวกเขากำลังประสบปัญหาที่โหดร้ายและต้องการความช่วยเหลือ 

การช่วยเหลือคนไร้บ้าน

การให้ความช่วยเหลือให้คนไร้บ้านมีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยน่าจะเป็นสิ่งแรกที่ควรทำ เพื่อลดความเสี่ยงในการใช้ชีวิตอยู่บนพื้นที่สาธารณะ ซึ่งจะส่งผลต่อความเสี่ยงทางสุขภาพกายและสุขภาพจิต การอยู่ในศูนย์พักพิงจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงตรงจุดนี้ได้ หลังจากนั้นก็ช่วยเปิดโอกาสทางสังคมให้คนกลุ่มนี้ และให้พวกเขาสามารถเข้าถึงงานที่มีความมั่นคงหรือมีรายได้ที่สม่ำเสมอ เพื่อให้คนไร้บ้านได้มีโอกาสที่จะตั้งหลักชีวิตได้อย่างยั่งยืน เช่น การส่งเสริมอาชีพเพื่อนำไปสู่รายได้ที่มั่นคง ควบคู่ไปกับการดูแลสภาพทางจิตใจ ฟื้นฟูความหวัง ฟื้นฟูจิตใจให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติทั่วไปได้ 

การเปิดโอกาสให้คนไร้บ้าน

แม้กลุ่มคนไร้บ้านจะเป็นเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ในประเทศไทย แต่คนเหล่านี้ต้องพบเจอปัญหามากกว่าคนทั่วไปในหลาย ๆ ด้าน การไม่เปิดโอกาส และการบีบคั้นจากโครงสร้างทางสังคม จึงเป็นเสมือนกำแพงกั้นในการตั้งหลักชีวิตของคนไร้บ้าน ดังนั้น การเปิดโอกาสจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้พวกเขากลับคืนสู่สังคม การให้โอกาสในการทำงานที่ทำให้พวกเขามีรายได้ที่สม่ำเสมอ ซึ่งหมายถึงการที่เขาสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของเขาได้ จริง ๆ แล้วคนไร้บ้านมีสิทธิขึ้นพื้นฐานที่สมควรได้รับเหมือนคนทั่วไป หากแต่พวกเขายังขาดพื้นที่และโอกาสที่ควรได้รับจากสังคม ถึงแม้พวกเขาเป็นคนไร้บ้าน แต่พวกเขาไม่ได้ไร้หัวใจ สังคมควรเปิดใจ เข้าใจ ยอมรับ และให้โอกาสคนกลุ่มนี้ เพราะเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่จะช่วยเติมกำลังใจ ลดความเหลื่อมล้ำ ให้พวกเขาได้กลับมายืนในสังคมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

สนับสนุนการให้โอกาสในสังคมโดยผลิตภัณฑ์เพื่อชีวิตที่มีคุณภาพ ได้แก่ เครื่องผลิตน้ำดื่มอัจฉริยะรุ่นไอวอเตอร์ (iWater)  และรุ่นไอมินิ (iMini) ที่ให้คุณได้มากกว่าคำว่าน้ำดื่มที่สะอาด เครื่องผลิตน้ำอาบไอวอเตอร์วอช (iWater Wash) ที่ให้คุณได้ชำระล้างทำความสะอาดร่างกายได้อย่างสะอาดหมดจด ให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลาย ประดุจการทำสปาให้กับผิวพรรณ และเครื่องปรับบรรยากาศไอวอเตอร์แอร์ (iWater Air) ที่ช่วยให้บรรยากาศในบ้านของคุณน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ขอเชิญมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวจาปินกับเราสิคะ!!

 

หมายเหตุ: ติดตามบทความใหม่ๆได้ที่ http://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆได้ทาง
  Mr.Happii Mr.Happii

เรียบเรียงโดย : bibomom

ที่มา
วิกิพีเดีย
สสส.
Penquinhomeless