น้ำตาลซูโครส กลูโคส และฟรุกโตส

ทราบหรือไม่ว่า? น้ำตาลที่เราบริโภคเข้าสู่ร่างกายในแต่ละวันนั้นถูกจัดออกเป็น 3 ชนิดของสารให้ความหวาน นั้นคือ ซูโครส กลูโครส และฟรุกโตส โดยสารเหล่านี้อาจมีแหล่งที่มาที่เหมือนกัน แต่จะมีประโยชน์และโทษต่อร่างกายที่แตกต่างกัน และทราบหรือไม่ว่า? สารให้ความหวานทั้ง 3 ชนิดนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายเราแล้วมีบทบาทอย่างไร? จาปินได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบอกให้ทราบกันค่ะ เพื่อทุกคนจะได้หันมาใส่ใจและดูแลเรื่องความหวานกับสุขภาพกันมากขึ้น 

น้ำตาลซูโครส (Sucrose)

น้ำตาลทราย คือชื่อสามัญของ “น้ำตาลซูโครส” หรือเรียกสั้น ๆ ว่าซูโครส เป็นสารให้ความหวานที่ถูกนำมาใช้ในการปรุงรสอาหาร โดยซูโครสเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่  (Disaccharide) ที่ประกอบไปด้วยน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (Monosaccharide)  2 ชนิด คือ “กลูโคส” และ “ฟรุกโตส” ซึ่งเป็นน้ำตาลที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ พบได้ในพืชผักและผลไม้ที่มีรสหวานเกือบทุกชนิด เมื่อผลไม้สุกปริมาณซูโครสมักจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในผลไม้บางชนิดก็แทบไม่มีน้ำตาลชนิดนี้เลย เช่น มะเดื่อ ทับทิม มะเขือเทศ อะโวคาโด มะนาว องุ่น ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ได้แก่ เชอร์รี บลูเบอร์รี แบล็กเบอร์รี่ เป็นต้น และแหล่งอาหารธรรมชาติที่พบน้ำตาลซูโครสได้มากที่สุด คือ อ้อย และหัวบีท  

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ซูโครสเป็นสารให้ความหวานที่นิยมนำมาใช้ในการปรุงรสอาหาร ดังนั้น น้ำตาลทรายจึงถูกผลิตขึ้นเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งส่วนใหญ่น้ำตาลทรายจะถูกสกัดและกลั่นมาจากอ้อย เพราะเป็นพืชที่สามารถเก็บปริมาณซูโครสได้มากที่สุด โดยโรงงานที่ผลิตน้ำตาลนี้มักมีสถานที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ที่มีการปลูกอ้อยเป็นจำนวนมาก มีกรรมวิธีสกัดโดยการนำน้ำอ้อยจากหีบสกัดมาบดและผ่านความร้อน ต้มให้เข้มข้น เคี่ยวจนตกผลึก ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นขั้นตอนการผลิตขั้นต้นที่จะทำให้น้ำตาลมีลักษณะสีเข้ม เรียกว่า “น้ำตาลทรายดิบ” จากนั้นจะถูกส่งไปยังโรงงานอื่น ๆ เพื่อกลั่นให้บริสุทธิ์โดยกระบวนการกลั่นน้ำตาลที่เกี่ยวข้องกับการล้างผลึกน้ำตาลทรายดิบ แล้วผ่านขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อขจัดสีที่หลงเหลืออยู่และถูกทำให้เข้มข้นโดยผ่านการต้มภายใต้สูญญากาศและตกผลึก  สุดท้ายก็จะได้ผลึกของซูโครสที่มีความใสบริสุทธิ์ ไม่มีกลิ่น และมีรสหวาน ซึ่งสามารถนำมาใช้ปรุงรสอาหารได้อย่างปลอดภัย 

น้ำตาลทรายแดง คือ น้ำตาลที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการฟอกสีอย่างสมบูรณ์ ทำให้มีการเจือปนของสารธรรมชาติจากอ้อย โดยน้ำตาลชนิดนี้จะมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าน้ำตาลทรายทั่วไป เพราะมีปริมาณธาตุเหล็กสูง 

น้ำตาลกลูโคส (Glucose)

กลูโคส คือ น้ำตาลในเลือด (Blood Sugar) หรือเรียกอีกอย่างว่า “น้ำตาลเดกซ์โทรส” (Dextrose) เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่มีความหวานซึ่งร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมได้เร็วที่สุด จึงมักถูกเรียกว่า “เจ้าแห่งพลังงาน” มีความสำคัญมากต่อชีวิตเพราะเป็นแหล่งพลังงานของเซลล์ในร่างกาย ทำให้ร่างกายมีพลังงานและพร้อมสำหรับการทำงาน น้ำตาลกลูโคสมักพบในอาหารธรรมชาติ ได้แก่ ผลไม้ต่าง ๆ และอาหารประเภทแป้ง 

น้ำตาลฟรุกโตส (Fructose)

ฟรุกโตส คือ น้ำตาลที่พบได้ (มาก) ในผักและผลไม้ที่มีรสหวาน รวมไปถึงในน้ำผึ้ง นิยมนำมาใช้สำหรับผสมเครื่องดื่ม เช่น น้ำหวาน น้ำอัดลม และน้ำผลไม้ที่มีรสหวาน "ฟรุกโตสเป็นน้ำตาลที่ไม่ได้สร้างพลังงานให้กับกล้ามเนื้อและสมอง แต่จะถูกนำไปสะสมที่บริเวณตับโดยตรง หากรับประทานในปริมาณมากก็จะทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับได้" แหล่งอาหารธรรมชาติที่มีฟรุกโตสสูง ได้แก่ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม ลิ้นจี่จักรพรรดิ์ มะขามหวานสีทอง กล้วยไข่ ลองกอง มังคุด และแก้วมังกรเนื้อสีแดง เป็นต้น (เทียบจากปริมาณของผลไม้ 100 กรัม) 

น้ำตาลซูโครสส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร?

ร่างกายจะสามารถดูดซึมน้ำตาลซูโครสจากอาหารที่รับประทานเข้าไปได้ทางลำไส้เล็ก โดยในกระบวนการดูดซึมนั้น ลำไส้เล็กจะมีการหลั่งเอนไซม์ซูเครสออกมาเพื่อย่อยน้ำตาลซูโครสให้ออกมาเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ได้แก่ น้ำตาลกลูโคส และฟรุกโตส  หลังจากนั้นจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด แต่ปัญหามักจะเกิดขึ้นตรงที่น้ำตาลกลูโคสที่ย่อยสลายมาจากซูโครสนั้น มีส่วนกระตุ้นให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลฟรุกโตสมากขึ้น ทำให้ร่างกายเกิดภาวะสะสมไขมันมากขึ้นตามไปด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเมื่อรับประทานอาหารที่มีความหวานมาก ๆ แล้ว จึงกลายเป็นโรคอ้วนหรือมีไขมันส่วนเกินได้ง่าย การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลซูโครสมากอาจก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาได้ ดังนั้น จึงควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม หรือใช้ปรุงเพื่อให้เกิดรสชาติเท่านั้น ไม่ควรรับประทานหวานมากจนเกินไป 

โดยปกติแล้วร่างกายจะได้รสชาติความหวานของน้ำตาลซูโครสจากอาหารประเภทผัก ผลไม้ และเมล็ดธัญพืชต่าง ๆ  แต่เนื่องจากน้ำตาลซูโครสให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลกลูโคส ผู้ผลิตอาหารส่วนใหญ่จึงนิยมนำน้ำตาลซูโครสมาเป็นวัตถุดิบหลักในการเพิ่มรสชาติความหวานให้กับอาหารประเภท ซีเรียล อาหารสำเร็จรูป ไอศกรีม เบเกอรี หมากฝรั่ง และลูกอม เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอวันละ 30-45 นาที (สัปดาห์ละ 5 วัน) เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและช่วยทำให้ระบบเผาผลาญทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากภัยร้ายของน้ำตาลและลดความเสี่ยงเกิดโรคต่าง ๆ ได้  และอย่าลืม!! ดื่มน้ำสะอาดให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการวันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

สนับสนุนข้อมูลความรู้โดยเครื่องผลิตน้ำดื่มอัจฉริยะรุ่นไอวอเตอร์ (iWater) และรุ่นไอมินิ (iMini) ที่ให้คุณได้มากกว่าคำว่า น้ำดื่มที่สะอาด เพราะน้ำดื่มไอวอเตอร์เป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF)

 

หมายเหตุ: ติดตามบทความใหม่ๆได้ที่ http://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆได้ทาง
  Mr.Happii Mr.Happii

เรียบเรียงโดย : bibomom

ที่มา
Food Many
Food Network Solution
Manager Online
นีโอนิคส์