ไส้เลื่อน.!!

ไส้เลื่อน (Hernia) คือ ภาวะที่ลำไส้เคลื่อนตัวออกมาจากตำแหน่งเดิม และทำให้เห็นเป็นลักษณะคล้ายก้อนตุงที่ผนังช่องท้อง ขาหนีบ และอาจเกิดที่บริเวณต้นขา โดยภาวะไส้เลื่อนสามารถแบ่งออกเป็นประเภทตามบริเวณของตำแหน่งการเกิดโรคที่พบได้บ่อยดังนี้ 

  • ไส้เลื่อนบริเวณขาหนีบ (Inguinal Hernias) เป็นภาวะไส้เลื่อนซึ่งเกิดจากความผิดปกติของผนังช่องท้องตั้งแต่กำเนิด โดยลำไส้เคลื่อนมาติดที่บริเวณขาหนีบ หรือถุงอัณฑะ แต่บางกรณีลำไส้อาจเคลื่อนตัวแต่ไม่ติดคายังบริเวณที่เกิด อาการไส้เลื่อนที่ขาหนีบมักมาพร้อมกับอาการปวดหน่วง ๆ หรืออาการปวดแสบปวดร้อน และจะยิ่งปวดมากขึ้นหรือเห็นได้ชัดหากออกกำลังกาย หรือเกิดอาการ ไอ จาม 
  • ไส้เลื่อนเนื่องจากการผ่าตัด (incisional Hernias) เป็นภาวะไส้เลื่อนที่อาจเกิดขึ้นได้หากผู้ป่วยที่เคยได้รับการผ่าตัดบริเวณช่องท้องมาก่อน ทำให้เกิดความอ่อนแอของผนังหน้าท้องในบางกรณี 
  • ไส้เลื่อนบริเวณต่ำกว่าขาหนีบ (Femoral Hernias) เป็นภาวะไส้เลื่อนที่มีโอกาสเกิดน้อยกว่าที่บริเวณขาหนีบ จะมีอาการปวดที่บริเวณต้นขา และอาจมีอาการปวดที่ขาหนีบร่วมด้วย 

นอกจากนี้ยังมีภาวะไส้เลื่อนบริเวณอื่น ๆ ที่สามารถพบได้ เช่น ไส้เลื่อนบริเวณกระบังลม ไส้เลื่อนบริเวณหน้าท้องเหนือสะดือ หรือไส้เลื่อนบริเวณข้างกล้ามเนื้อหน้าท้อง ซึ่งเกิดจากความอ่อนแอของผนังหน้าท้องเช่นกัน 

อาการ

  • ผู้ป่วยรู้สึกมีก้อนลักษณะตุงอยู่บริเวณที่มีลำไส้เคลื่อนตัวออกมา
  • มีอาการเจ็บโดยเฉพาะเวลาที่ก้มตัว ไอ หรือยกสิ่งของ
  • บางรายอาจมีความผิดปกติที่ช่องท้อง รู้สึกแน่นท้อง หรือมีอาการปวดแสบปวดร้อน
  • ในกรณีไส้เลื่อนที่กระบังลม อาจมีภาวะกรดไหลย้อน เจ็บหน้าอก หรือมีปัญหาในการกลืน 

ในบางรายอาจไม่แสดงอาการใดๆ ทั้งนี้หากผู้ป่วยมีอาการเจ็บบริเวณที่เป็นไส้เลื่อนอย่างเฉียบพลัน หรือภาวะไส้เลื่อนเดิมที่เป็นหนักขึ้น มีอาการอาเจียน ท้องผูก มีแก๊สในกระเพาะอาหาร หรือบริเวณไส้เลื่อนออกมาตุงที่ผนังหน้าท้องมีลักษณะแข็ง จนไม่สามารถใช้มือกดลงได้ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่าเลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงลำไส้ได้ และมีอาการบวม ควรรีบไปพบแพทย์อย่างเร็วที่สุด เนื่องจากต้องได้รับการผ่าตัดด่วนเพื่อรักษาอาการ 

สาเหตุ

สาเหตุที่ทำให้เกิดไส้เลื่อนมีหลายปัจจัยร่วม ได้แก่

  • ความอ่อนแอของเยื่อบุช่องท้อง
  • ความอ่อนแอของกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่กำเนิด
  • อุบัติเหตุที่ช่องท้องจนทำให้กล้ามเนื้อบริเวณช่องท้องอ่อนแอ
  • การผ่าตัด
  • แรงดันในช่องท้อง ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การยกของหนัก การตั้งครรภ์ ท้องผูก มีของเหลวในช่องท้อง รวมทั้งการไอหรือจามแรง ๆ 

ทั้งนี้ภาวะไส้เลื่อนอาจเกิดขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ อีกด้วย ได้แก่ ผู้ป่วยมีประวัติคนในครอบครัวเป็นไส้เลื่อน และผู้ป่วยที่มีอาการไอเรื้อรังจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น การสูบบุหรี่ 

การรักษา

ไส้เลื่อน สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด แต่หากอยู่ระหว่างรอการผ่าตัด แพทย์อาจใช้ยาเพื่อประคับประคองอาการไม่ให้รุนแรงไปกว่าเดิม อาทิ ยาคลายกล้ามเนื้อ ยาขยายหลอดลมเพื่อลดอาการไอในกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาระบบทางเดินหายใจ หรือยาขับปัสสาวะเพื่อลดระดับของเหลวในช่องท้อง เป็นต้น โดยปัจจจัยที่ใช้ในการพิจารณาการผ่าตัดมีดังนี้ 

  • ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นเด็ก แพทย์จะพิจารณาจากขนาดของไส้เลื่อน อายุ อาการของผู้ป่วย และชนิดของไส้เลื่อนที่เป็น เช่น เด็กที่เป็นไส้เลื่อนที่สะดือ สามารถรอดูอาการจนถึงอายุ 2 ขวบแล้วค่อยพิจารณาการผ่าตัด เนื่องจากสามารถหายได้เอง ทั้งนี้เด็กที่มีอาการไส้เลื่อนรุนแรงควรได้รับการรักษาเร็วที่สุด เพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะมีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะลำไส้ติดค้างที่ช่องท้องมากขึ้น 
  • ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ แพทย์จะพิจารณาจากอายุของผู้ป่วย ขนาดของไส้เลื่อนด้วยการอัลตราซาวด์ สีของผิวหนังที่บริเวณที่มีไส้เลื่อน หรือปริมาณน้ำในช่องท้อง หากมีอาการปวด แพทย์จะพิจารณาให้มีการผ่าตัดเร็วที่สุด เพราะนั่นหมายถึงบริเวณที่เป็นไส้เลื่อนเริ่มมีอาการอักเสบอย่างรุนแรงแล้ว 

การผ่าตัดมี  2 วิธี ดังนี้

  • การผ่าตัดแบบเปิด (Open Surgery) เป็นการผ่าตัดแบบมาตรฐานที่นิยมใช้ โดยแพทย์จะทำการผ่าที่บริเวณหน้าท้องแล้วดันส่วนที่เคลื่อนออกมากลับเข้าไปสู่ตำแหน่งเดิม และแพทย์จะใส่วัสดุคล้ายตาข่ายเพื่อเสริมความแข็งแรงบริเวณที่เกิดไส้เลื่อน ซึ่งแพทย์จะใช้วิธีนี้ในการผ่าตัดไส้เลื่อนในกรณีเร่งด่วน 
  • การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopic Surgery) เป็นการผ่าตัดโดยผ่านกล้องด้วยเครื่องมือเฉพาะ ซึ่งแผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็กกว่าการผ่าตัดแบบเปิด สามารถฟื้นตัวได้เร็ว แต่มีข้อเสียคืออาจกลับมาเป็นไส้เลื่อนซ้ำที่บริเวณเดิมซ้ำได้อีก และมีค่าใช้จ่ายที่สูง 

หลังจากการผ่าตัดและพักฟื้นแล้ว ผู้ป่วยจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เป็นปกติภายในไม่กี่สัปดาห์ ทั้งนี้ควรปฎิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ไห้มีภาวะไส้เลื่อนเกิดขึ้นซ้ำอีก 

สนับสนุนข้อมูลเพื่อสุขภาพโดยเครื่องผลิตน้ำดื่มอัจฉริยะรุ่นไอวอเตอร์ (iWater) ที่ให้คุณได้มากกว่าคำว่า น้ำดื่มที่สะอาด เพราะน้ำดื่มไอวอเตอร์เป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ แคลเซียม แมกนีเซียม และได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF) ควรดื่มน้ำสะอาดให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการวันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

 

หมายเหตุ: ติดตามบทความใหม่ๆได้ที่ http://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆได้ทาง
  Mr.Happii Mr.Happii

เรียบเรียงโดย : bibomom

ที่มา
ไส้เลื่อน โดย พบแพทย์