กระดูกพรุน.!!

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นกระดูกจะเกิดการเสื่อมสภาพลงและความแข็งแรงของกระดูกก็จะลดลงด้วย ซึ่งอาจส่งผลทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนตามมา ทำให้กระดูกของเราแตกหักได้ง่าย ๆ  ทราบหรือไม่ว่า โรคกระดูกพรุนไม่ได้มีสาเหตุมาจากการมีอายุที่เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยร่วมอื่น ๆ ที่อาจส่งผลทำให้เป็นโรคกระดูกพรุนก่อนวัยอันควรด้วย  ในบทความนี้จาปินจะพาไปรู้จักกับโรคกระดูกพรุนซึ่งเป็นภาวะที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายของเราได้ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว  โดยมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของเราที่เป็นตัวช่วยเร่งให้เกิดขึ้น รายละเอียดมีดังนี้ 

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ โรคที่ความหนาแน่นของกระดูกและความแข็งแรงของกระดูกลดลง เนื่องจากเกิดการสูญเสียแคลเซียมที่สะสมในกระดูกจนทำให้มวลกระดูกลดลง ส่งผลทำให้เกิดภาวะกระดูกเสื่อม เปราะบาง ผิดรูป และเกิดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกแตกหักได้ง่าย แม้จากอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย เช่น หกล้ม ลื่นล้ม หรือมือยันพื้น เป็นต้น หากเกิดการแตกหักของกระดูกส่วนสำคัญ เช่น เกิดขึ้นที่บริเวณกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นศูนย์กลางเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหว อาจทำให้ร่างกายได้รับความเสียหายจนถึงขั้นพิการได้ ทั้งนี้ โรคกระดูกพรุนเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะกระดูกหักหรือกระดูกสันหลังผิดรูปในสตรีสูงอายุด้วย

อาการ

โรคนี้มักจะไม่มีอาการใด ๆ แสดงให้เห็นชัดเจน แต่มักจะทราบว่ามีภาวะกระดูกพรุนเมื่อเกิดการแตกหักของกระดูกไปแล้ว ดังนั้น ควรสังเกตความผิดปกติของร่างกายจากสัญญาณต่าง ๆ เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ทันการณ์ ดังนี้ 

  • ส่วนสูงลดลง
  • หลังค่อม หรือกระดูกสันหลังส่วนบนโค้งลง
  • กระดูกข้อมือ แขน สะโพก และกระดูกสันหลังแตกหักได้ง่าย แม้ถูกกระแทกไม่รุนแรง
  • มีอาการปวดหลังเรื้อรัง 

สาเหตุ

ปกติกระดูกของเราจะมีการสร้างและทำลายกระดูกอย่างสม่ำเสมอ โดยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุประมาณ 30 ปี ร่างกายจะมีการสร้างกระดูกมากกว่าการทำลาย ซึ่งระดับของภาวะกระดูกพรุนจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่ามีการสะสมมวลกระดูกตั้งแต่ช่วงแรกเกิดจนถึงอายุ 30 ปีไว้มากน้อยเพียงใด และกระดูกจะค่อย ๆ แข็งแรงขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงช่วงอายุประมาณ 30-35 ปี มวลกระดูกจะคงที่ คือ มีการสร้างและทำลายที่สมดุลกัน และหลังจากอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป การทำลายกระดูกจะเริ่มมากกว่าการสร้าง ดังนั้น กระดูกจะค่อย ๆ บางลงเรื่อย ๆ ตามอายุที่มากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ และสาเหตุอื่น ๆ ที่มีผลทำให้กระดูกเปราะบางลงจนเป็นโรคกระดูกพรุน มีดังนี้ 

  • อายุที่เพิ่มขึ้น
  • การสูญเสียฮอร์โมนของสตรีวัยหมดประจำเดือน
  • สตรีที่หมดประจำเดือนเร็วหรือได้รับการผ่าตัดรังไข่ทิ้งก่อนอายุ 45 ปี
  • กรรมพันธุ์ มีบุคคลในครอบครัวโดยสายเลือดมีประวัติเป็นโรคกระดูกพรุน
  • โรคประจำตัว ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคที่เกี่ยวกับตับ ไต และโรคที่เกี่ยวกับข้ออักเสบรูมาตอยด์ต่าง ๆ
  • ความผิดปกติของการทำงานของต่อมและอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ต่อมไทรอยด์ ต่อมพาราไทรอยด์
  • การใช้ยาบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น กลุ่มยาสเตียรอยด์
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ได้แก่ การทำงานที่ต้องใช้ร่างกายหักโหม การไม่ออกกำลังกาย การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ
  • พฤติกรรมการบริโภค ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมไม่เพียงพอ การดื่มน้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และสูบบหรี่เป็นประจำ

การวินิจฉัย

การวิจิฉัยโรคกระดูกพรุน ทำได้โดยการฉายภาพรังสี (DEXA Scan) ซึ่งเป็นการใช้เครื่องตรวจหามวลกระดูกหรือตรวจหาความหนาแน่นของกระดูกที่มีความแม่นยำสูง ใช้เวลาในการสแกนน้อย และปริมาณรังสีที่เข้าสู่ร่างกายต่ำ หากผลปรากฏว่ามีมวลกระดูกที่ต่ำกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยของประชากร แพทย์จะวินิจฉัยว่าอยู่ในภาวกระดูกพรุน และจะพิจารณาเพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

การรักษา 

  • ใช้ยาในการรักษา เช่น ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเซลล์สลายกระดูก ยาลดอัตราการสลายตัวของกระดูก และยาเพิ่มความหนาแน่นของกระดูก เป็นต้น และเพื่อให้ได้การรักษาที่ได้ผลควรพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ 
  • รับประทานยาเม็ดเสริมแคลเซียมและวิตามินดีที่ช่วยเสริมสร้างการดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย 
  • เพิ่มฮอร์โมนสำหรับสตรีในวัยหมดประจำเดือน หรือในสตรีที่มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะพร่องฮอร์โมนต่าง ๆ 

การป้องกัน 

  • ออกกำลังกายที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยเพิ่มมวลกระดูกให้กับร่างกาย และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ และรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดี เพื่อช่วยเสริมสร้างกระดูก เช่น นม น้ำส้ม เต้าหู้ต่าง ๆ ปลาตัวเล็ก ตับ ไข่แดง เนื้อ ปลาทู ถั่วต่าง ๆ ผักใบเขียวต่าง ๆ ฟักทอง เป็นต้น
  • รับแสงแดดอ่อน ๆ ในตอนเช้า เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณวิตามินดีในเลือด
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีความเป็นกรดสูง เช่น แอลกอฮอล์ หรือน้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ได้แก่ ชา กาแฟ
  • งดสูบบุหรี่
  • ระมัดระวังในการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • ระมัดระวังการหกล้ม ลื่นล้ม หรืออุบัติเหตุเล็กน้อยต่าง ๆ 

อย่างไรก็ตาม ควรใส่ใจดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากภาวะกระดูกพรุน และเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมวัย อย่าลืม..ดื่มน้ำสะอาดให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการวันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สนับสนุนโดยเครื่องผลิตน้ำดื่มอัจฉริยะรุ่นไอวอเตอร์ (iWater) ให้คุณได้มากกว่าคำว่า น้ำดื่มที่สะอาด เพราะน้ำดื่มไอวอเตอร์เป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF)

 

หมายเหตุ: ติดตามบทความใหม่ๆได้ที่ http://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆได้ทาง
  Mr.Happii Mr.Happii

เรียบเรียงโดย : bibomom

ที่มา
Pobpad
Rama Channel