ซีสต์ (ตอนที่ 2)

 

จากบทความเรื่องซีสต์ (ตอนที่ 1) ได้ทราบถึง ความหมาย ชนิด อาการ และสาเหตุของการเกิดซีตส์กันไปแล้ว ในตอนที่ 2 นี้จะกล่าวถึง การวินิจฉัย การรักษา ภาวะแทรกซ้อน และการป้องกัน รายละเอียดมีดังนี้

การวินิจฉัยซีสต์

เบื้องต้นแพทย์สามารถวินิจฉัยซีสต์ได้ทันทีด้วยการคลำก้อนเนื้อที่ขึ้นมา หากซีสต์ที่ผู้ป่วยเป็นนั้นขึ้นที่ผิวหนังหรือบนอวัยวะที่สามารถคลำเพื่อวินิจฉัยได้ นอกจากนี้ แพทย์อาจวินิจฉัยด้วยวิธีศึกษาจากภาพสแกนต่าง ๆ (Imaging Study) เพื่อตรวจหาซีสต์ ได้แก่

  • การอัลตราซาวด์
  • การเอกซเรย์
  • การตรวจด้วยคอมพิวเตอร์ ซีทีสแกน (CT Scan)
  • การตรวจผ่านเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) 

ทั้งนี้ แพทย์อาจใช้วิธีตรวจชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัยว่าก้อนเนื้อหรือถุงน้ำที่ขึ้นในร่างกายผู้ป่วยสามารถพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อร้ายแรงได้หรือไม่ โดยการตรวจชิ้นเนื้อยังใช้ในการลดขนาดซีสต์ด้วย 

การรักษาซีสต์

การรักษาซีสต์นั้น ขึ้นอยู่กับอาการและชนิดของซีสต์ที่ผู้ป่วยเป็น โดยแพทย์ที่ทำการรักษาซีสต์แต่ละชนิดนั้นจะเป็นแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับบริเวณที่เกิดซีสต์แตกต่างกันไป อย่างไรก็ดี หากพบว่าตัวเองมีซีสต์ขึ้นในอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ผู้ป่วยมักพบแพทย์เวชศาสตร์ทางครอบครัว (Primary-Care Doctor) หรือแพทย์ทั่วไปก่อนเพื่อรับการปรึกษา เพราะซีสต์บางชนิดไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา เช่น ผู้ที่มีซีสต์ไขมันใต้ผิวหนัง และไม่เกิดอาการอื่นใดร่วมด้วย ไม่ต้องได้รับการรักษา แต่สำหรับผู้ที่มีซีสต์ขึ้นบนอวัยวะส่วนอื่นอาจต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีการที่แตกต่างกันไปตามอาการของโรคและชนิดของซีสต์ เช่น เจาะเอาของเหลวหรือสารที่อยู่ภายในซีสต์ออก  ฉีดยาหรือรับการให้ยาเพื่อลดอาการเนื้องอกของซีสต์  หรือผ่าตัดเอาซีสต์ออก การรักษาซีสต์ด้วยวิธีทางการแพทย์แต่ละวิธีนั้นประกอบด้วยแพทย์เฉพาะทางหลายประเภท เช่น สูตินารีแพทย์ ศัลยแพทย์ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ (ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษากระดูกและข้อ เอ็นยึดกระดูก และกล้ามเนื้อและเส้นประสาท) แพทย์โรคทางเดินอาหาร แพทย์หู คอ จมูก แพทย์ผิวหนัง หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้องอก เป็นต้น 

ภาวะแทรกซ้อนของซีสต์

ซีสต์แต่ละชนิดก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนแตกต่างกันไปตามอาการของโรค โดยซีสต์ที่พบได้บ่อยแต่ละชนิดปรากฏภาวะแทรกซ้อน ดังนี้

  • ซีสต์ไขมันใต้ผิวหนัง (Sebaceous Cyst)  ก้อนซีสต์ที่ขึ้นใต้ผิวหนังนี้จะบวมตึงหรือเกิดอาการอักเสบเอาออกได้ยาก แพทย์จะเลื่อนการเอาก้อนซีสต์ออกจนกระทั่งอาการอักเสบดีขึ้น และหากก้อนซีสต์แตกอาจเกิดการติดเชื้อซึ่งต้องรีบรักษาทันที สำหรับผู้ที่มีก้อนซีสต์ขึ้นที่องคชาต จะรู้สึกเจ็บปวดเมื่อปัสสสาวะหรือสอดใส่เมื่อร่วมเพศ นอกจากนี้ ซีสต์อาจนำไปสู่มะเร็งผิวหนังซึ่งพบได้ไม่บ่อยนักในผู้ป่วยบางราย 
  • ถุงน้ำรังไข่ (Ovarian Cyst)  ภาวะแทรกซ้อนที่พบในผู้ป่วยถุงน้ำรังไข่คือรังไข่บิดขั้ว เนื่องจากซีสต์หรือถุงน้ำมีขนาดใหญ่จนเบียดรังไข่ให้ออกไปจากตำแหน่งเดิมที่ยึดกับอุ้งเชิงกราน ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บปวดบริเวณดังกล่าวจากการที่รังไข่บิดขั้ว 
  • กุ้งยิงเรื้อรัง (Chalazia)  การผ่าตัดกุ้งยิงถือเป็นวิธีรักษาที่ปลอดภัย แต่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก โดยผู้ป่วยอาจมีเลือดไหลออกมาจากแผลเพียงเล็กน้อย ในบางรายอาจเกิดการติดเชื้อตรงบริเวณที่ผ่าตัด และที่พบได้ยากที่สุดนั่นคือการติดเชื้อนั้นกระจายไปในกระแสเลือด อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดในการผ่าตัดตากุ้งยิงจะเกิดขึ้นเมื่อยังผ่าตัดไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยบริเวณที่เป็นตากุ้งยิงจะเป็นแผลเป็นและมีลักษณะเป็นก้อน บางครั้งทำให้รู้สึกไม่สบายตาด้วย ทั้งนี้ หากก้อนซีสต์มีขนาดเล็ก ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ส่วนก้อนซีสต์บนเปลือกตาที่มีขนาดใหญ่ควรหมั่นประคบอุ่น และหากผู้ป่วยกลับมาเป็นซ้ำหรืออาการไม่ดีขึ้น ควรพบจักษุแพทย์เพื่อรับการฉีดยาให้ก้อนซีสต์เล็กลงหรือผ่าตัดตากุ้งยิงเรื้อรัง หากเกิดกุ้งยิงเรื้อรังหลายครั้ง แพทย์อาจส่งตรวจชิ้นเนื้อเพื่อดูว่ามีลักษณะของเซลล์มะเร็งหรือไม่ 
  • ก้อนใต้ผิวหนังบริเวณก้น (Pilonidal Cyst)  หากก้อนใต้ผิวหนังติดเชื้อและไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมเป็นเวลานาน ผู้ป่วยอาจเกิดความเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังคาร์ซิโนมา (Squamous Cell Carcinoma) โดยก้อนใต้ผิวหนังที่ติดเชื้อจะค่อย ๆ ลุกลามกลายเป็นมะเร็งในที่สุด 

การป้องกันซีสต์

ส่วนใหญ่ซีสต์แต่ละชนิดไม่สามารถป้องกันได้ แต่ก็มีบางชนิดที่ป้องกันได้โดยเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงให้เกิดซีสต์ในบริเวณต่าง ๆ ตามร่างกาย อีกทั้ง ผู้ป่วยซีสต์แต่ละชนิดสามารถดูแลอาการป่วยได้ด้วยตัวเองเพื่อป้องกันไม่ให้อาการของโรคลุกลามไปมากกว่าเดิม โดยซีสต์ที่พบได้บ่อยแต่ละชนิดมีวิธีป้องกันและดูแลอาการของโรค ดังนี้ 

  • ซีสต์ไขมันใต้ผิวหนัง (Sebaceous Cyst)  แม้ว่าซีสต์ชนิดนี้จะไม่สามารถป้องกันได้ แต่ผู้ป่วยสามารถดูแลไม่ให้เกิดอาการลุกลามหรือติดเชื้อได้ โดยใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นหมาด ๆ วางประคบลงบนบริเวณที่เกิดซีสต์เพื่อช่วยให้สารที่อยู่ภายในก้อนซีสต์นั้นไหลออกมา รวมทั้งไม่บีบหรือแกะซีสต์ด้วยตัวเอง 
  • ก้อนถุงน้ำที่ข้อมือ (Ganglion Cyst)  ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาแอสไพรินหรือยาแก้อักเสบนาพรอกเซน (Naproxen) เพื่อบรรเทาอาการปวด สำหรับผู้ที่เกิดก้อนถุงน้ำขึ้นที่ข้อเท้าหรือเท้า อาจลองเปลี่ยนรองเท้าหรือปรับการผูกเชือกรองเท้าเพื่อช่วยให้สวมใส่สบายขึ้นและลดอาการเจ็บปวดจากซีสต์ ที่สำคัญ ไม่ควรบีบหรือเจาะก้อนถุงน้ำด้วยเข็ม เพราะอาจนำไปสู่การติดเชื้อ 
  • ถุงน้ำรังไข่ (Ovarian Cyst)  แม้ว่าจะไม่ปรากฏวิธีป้องกันถุงน้ำรังไข่ที่แน่ชัด แต่การตรวจเชิงกรานเป็นประจำจะสามารถช่วยให้วินิจฉัยความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับรังไข่ได้ทันการ นอกจากนี้ควรหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงหรืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นเมื่อมีรอบเดือนอยู่เสมอ แล้วพบแพทย์เพื่อปรึกษาและรับคำแนะนำในการรักษา 
  • ถุงน้ำที่เต้านม (Breast Cyst)  ผู้ที่ป่วยเป็นซีสต์เต้านมควรสวมเสื้อชั้นในที่ใช้หลังทำศัลยกรรมหรือสปอร์ตบราเพื่อช่วยประคองเต้านมและช่วยให้ไม่รู้สึกอึดอัด หากรู้สึกเจ็บที่ก้อนซีสต์ สามารถประคบด้วยของอุ่น ของเย็น หรือถุงน้ำแข็งเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด และรับประทานยาแก้ปวดตามที่แพทย์แนะนำ เช่น ยาพาราเซตามอล หรือกลุ่มยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nonsteroidal Anti-Inflammatory Drugs: NSAIDs) อย่างยาแอสไพริน หรือ ยานาพรอกเซน
  • ตากุ้งยิง (Chalazia)  ควรทำความสะอาดเปลือกตาที่อยู่ตามแนวเยื่อบุตาด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยน เพื่อช่วยไม่ให้ท่อไขมันตรงบริเวณนี้อุดตัน 
  • ก้อนใต้ผิวหนังบริเวณก้น (Pilonidal Cyst)  วิธีป้องกันซีสต์ไม่ให้เกิดขึ้นนั้น ควรทำความสะอาดผิวหนังบริเวณก้นให้สะอาดและแห้ง และหมั่นลุกเดินหรือขยับตัวทำกิจกรรมอื่นบ้างเพื่อเลี่ยงการนั่งนาน ๆ สำหรับผู้ที่เคยมีซีสต์ขึ้นบริเวณก้น อาจต้องหมั่นโกนขนบริเวณดังกล่าวหรือใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดขนอย่างสม่ำเสมอเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขนอ่อนขึ้นมาซ้ำอีกครั้ง 

จากข้อมูลข้างต้น ทำให้ทราบว่าซีสต์สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกคน  ดังนั้น จาปินขอสนับสนุนให้ทุกท่านมีร่างกายที่แข็งแรง ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอวันละ 30-45 นาที (สัปดาห์ละ 5 วัน) และดื่มน้ำสะอาดให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการวันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เครื่องผลิตน้ำดื่มไอวอเตอร์ (iWater) ให้คุณได้มากกว่าคำว่า น้ำดื่มที่สะอาด เพราะน้ำดื่มไอวอเตอร์เป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ แคลเซียม แมกนีเซียม และได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF)

 

หมายเหตุ: ติดตามบทความใหม่ๆได้ที่ http://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆได้ทาง
  Mr.Happii แจกยิ้ม

อ้างอิง : บทความ
ซีสต์ โดย พบแพทย์