ซีสต์ (ตอนที่ 1)

ซีสต์ (ตอนที่ 1)

 

ซีสต์ (Cyst) คือถุงน้ำที่เกิดขึ้นบนเนื้อเยื่อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มีลักษณะคล้ายถุงหรือเม็ดแคปซูลที่อยู่ติดกัน โดยภายในซีสต์มักบรรจุของเหลว ของแข็งกึ่งของเหลว หรืออากาศไว้ โดยมีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ และมักค่อย ๆ ขึ้น ซีสต์ที่ขึ้นบนผิวหนังจะมีลักษณะนูน ส่วนซีสต์ที่ขึ้นใต้ผิวหนังอาจจะคลำได้เป็นก้อน และซีสต์ที่ขึ้นที่อวัยวะภายใน อาจไม่ปรากฏอาการใด ๆ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกว่ามีซีสต์ขึ้นมาภายในร่างกายตัวเอง

นอกจากนี้ ซีสต์ที่ขึ้นตามร่างกายจะไม่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บปวดและไม่ทำให้เกิดอาการรุนแรงหากซีสต์นั้นไม่ได้ติดเชื้อ มีขนาดใหญ่ หรือขึ้นในบริเวณที่ไวต่อความรู้สึก เนื่องจากซีสต์สามารถขึ้นได้ทุกส่วนของเนื้อเยื่อตามร่างกาย ซีสต์จึงมีกว่าร้อยชนิด ซึ่งที่พบบ่อย ได้แก่ 

  • ซีสต์ไขมันใต้ผิวหนัง (Sebaceous Cyst)  ซีสต์ไขมันใต้ผิวหนังหรือที่เรียกอีกชื่อว่าอีพิเดอร์มอยด์ซีสต์ (Epidermoid Cysts) เป็นปุ่มเนื้อนูนเล็ก ภายในบรรจุน้ำมันสีเหลืองเรียกว่าเซบัม (Sebum) ซีสต์ไขมันใต้ผิวหนังเกิดจากต่อมไขมันที่สร้างน้ำมันมาหล่อเลี้ยงผิวหนังและเส้นผมได้รับความเสียหาย โดยซีสต์นี้มักขึ้นบริเวณที่มีรูขุมขนและต่อมไขมัน เช่น องคชาติ หน้าอก หรือหลัง ผู้ป่วยบางรายอาจป่วยเป็นซีสต์ชนิดนี้เพราะได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากโรคการ์ดเนอร์ซินโดรม (Gardner's Syndrome) ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก 
  • ก้อนถุงน้ำที่ข้อมือ (Ganglion Cyst)  ก้อนถุงน้ำที่ข้อมือหรือถุงน้ำเยื่อหุ้มข้อ (Synovial Cyst) มักขึ้นที่มือและข้อมือ และอาจลามไปยังเท้าด้วย นอกจากนี้ ก้อนถุงน้ำที่ข้อมือยังมีแนวโน้มเกิดขึ้นตามแนวเอ็นและปลอกหุ้มเอ็น (Tendon Sheath) มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 
  • ถุงน้ำรังไข่ (Ovarian Cyst / Adnexa Cysts)  คือของเหลวที่สะสมอยู่ภายในหรือบนพื้นผิวของรังไข่ โดยถุงน้ำรังไข่มีหลายประเภท ที่พบได้ทั่วไปคือถุงน้ำรังไข่ธรรมดา (Functional Cyst) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 

1. ซีสต์ถุงน้ำที่รังไข่ (Follicle Cyst)  ช่วงที่ผู้หญิงเกิดรอบเดือนนั้น ไข่จะเจริญเติบโตขึ้นในถุงน้ำซึ่งเรียกว่าฟอลลิเคิล (Follicle) โดยถุงน้ำนี้จะอยู่ภายในรังไข่ ส่วนใหญ่แล้ว ถุงน้ำจะแตกออกและปล่อยไข่ออกมา แต่หากถุงน้ำไม่แตกออกมา ของเหลวที่อยู่ภายในถุงน้ำจะก่อตัวเป็นซีสต์ภายในรังไข่ 

2. ซีสต์ถุงน้ำคอร์ปัสลูเทียม (Corpus Luteum Cyst)  ปกติแล้ว ถุงน้ำมักละลายหลังจากที่ปล่อยไข่ออกมา แต่หากถุงน้ำไม่ละลายและถุงน้ำไม่เปิดออก จะเกิดการสะสมของเหลวภายในถุงน้ำ ก่อให้เกิดซีสต์ถุงน้ำคอร์ปัสลูเทียม 

นอกจากนี้ยังมีถุงน้ำรังไข่ชนิดอื่นอีก ได่แก่

1. ถุงน้ำรังไข่เดอร์มอยด์ (Dermoid Cyst)  คือซีสต์ที่มีการเจริญเติบโตเหมือนถุงน้ำ โดยขึ้นที่รังไข่ภายในซีสต์จะมีเส้นขน ไขมัน และเนื้อเยื่ออื่น ๆ

2. ถุงน้ำเนื้องอกซีสตาดีโนมา (Cystadenoma)  คือซีสต์ที่ไม่เจริญกลายเป็นมะเร็ง มักขึ้นที่เนื้อเยื่อรังไข่

3. เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriomas)  คือเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญภายนอกมดลูกและเกาะติดอยู่ตรงรังไข่ และทำให้กลายเป็นซีสต์ ผู้หญิงบางคนจะประสบภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovary Syndrome) กล่าวคือ ภายในรังไข่มีจำนวนถุงน้ำหรือซีสต์ขนาดเล็กอยู่มากมาย ทำให้รังไข่มีขนาดใหญ่ขึ้น หากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษา ภาวะดังกล่าวสามารถก่อให้เกิดภาวะมีบุตรยาก (Infertility) 

  • ถุงน้ำที่เต้านม (Breast Cyst)  คือถุงน้ำลักษณะกลมหรือรีไข่ ภายในบรรจุของเหลว ซึ่งได้มาจากเยื่อบุท่อน้ำนมส่วนปลาย ซีสต์จะเกิดขึ้นเมื่อเกิดการสะสมของเหลวภายในเยื่อบุท่อน้ำนมส่วนปลาย อันเกิดจากท่อน้ำนมอุดตัน โดยผู้หญิงอายุ 30-40 ปี มักเกิดซีสต์ชนิดนี้ ซีสต์ที่ขึ้นบริเวณเต้านมจะทำให้ผู้ป่วยคลำได้ก้อน รู้สึกเจ็บ หรือเกิดอาการคัดเต้า ผู้ป่วยควรพบแพทย์และตรวจให้แน่ใจว่าถุงน้ำที่ขึ้นมานั้นจะไม่ลุกลามกลายเป็นโรคอื่นได้ 
  • กุ้งยิงเรื้อรัง (Chalazia)  คือก้อนซีสต์ที่ขึ้นบริเวณเปลือกตา โดยเกิดจากท่อของต่อมไขมันบริเวณเปลือกตาอุดตัน ผู้ป่วยจะเจ็บตึงและปวดบวมแผล หากซีสต์มีขนาดใหญ่มากอาจก่อให้เกิดปัญหาด้านการมองเห็น 
  • ก้อนใต้ผิวหนังบริเวณก้น (Pilonidal Cyst)  ซีสต์ชนิดนี้เกิดขึ้นบริเวณก้นกบ ภายในซีสต์มีเศษหนัง น้ำมัน เส้นขนและอย่างอื่นปนอยู่ มักเกิดในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 

อาการของซีสต์

โดยทั่วไปแล้ว ซีสต์จะเป็นก้อนเนื้อหรือถุงน้ำเล็ก ๆ ที่ขึ้นตามเนื้อเยื่อของร่างกาย ผู้ที่มีซีสต์ลักษณะดังกล่าวนั้นอาจไม่ปรากฏอาการใดออกมา อย่างไรก็ตาม ซีสต์แต่ละประเภทจะปรากฏอาการออกมาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับขนาดและบริเวณที่เกิดซีสต์ บางครั้งซีสต์จะขึ้นเป็นก้อนหรือนูนขึ้นบนผิวหนังหรือเนื้อเยื่อซึ่งอยู่ใต้ผิวหนังและทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บบริเวณดังกล่าว ส่วนซีสต์ที่ขึ้นบริเวณอวัยวะภายในร่างกายนั้นจะไม่ก่อให้เกิดอาการใดหากมีขนาดเล็ก แต่หากซีสต์ขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนเบียดหรือบีบอวัยวะภายในส่วนอื่น หรือทำให้ระบบไหลเวียนของเหลวภายในเนื้อเยื่ออย่างตับหรือตับอ่อนเกิดอุดตัน ไม่สามารถลำเลียงของเหลวได้ตามปกติ ผู้ป่วยก็สามารถเกิดอาการขึ้นบริเวณอวัยวะที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ได้ 

สำหรับอาการของซีสต์แต่ละชนิดนั้น จะเน้นกล่าวถึงเฉพาะซีสต์ที่เกิดขึ้นและพบได้บ่อย ดังนี้

  • ซีสต์ไขมันใต้ผิวหนัง (Sebaceous Cyst)  ผู้ป่วยเกิดก้อนเนื้อนูนกลมเล็กขึ้นมาใต้ผิวหนัง ส่วนใหญ่มักเกิดที่ใบหน้า คอ และลำตัว ตรงกลางของก้อนเนื้อมีติ่งสีดำเล็ก บางครั้งมีของเหลวหนืดสีเหลืองไหลออกมาด้วย หากเป็นเนื้องอกหรือติดเชื้อจะเกิดอาการแดงบวมและตึงที่บริเวณซีสต์ร่วมด้วย 
  • ก้อนถุงน้ำที่ข้อมือ (Ganglion Cyst)  ซีสต์หรือก้อนถุงน้ำที่ข้อมือจะขึ้นตามแนวเอ็นหรือข้อต่อของข้อมือและมือ และอาจขึ้นที่ข้อเท้าและเท้า รวมไปถึงข้อต่อของอวัยวะส่วนอื่นด้วย ก้อนถุงน้ำมีลักษณะกลมหรือรีไข่ วัดขนาดได้ไม่เกิน 1 นิ้ว ขนาดของซีสต์ไม่แน่นอน หากผู้ป่วยใช้งานข้อต่อที่ก้อนถุงน้ำขึ้นบริเวณดังกล่าวซ้ำ ๆ ก็จะกระตุ้นให้ก้อนถุงน้ำใหญ่ขึ้นได้ ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะไม่รู้สึกอะไรหากซีสต์ไม่ได้กดทับประสาท โดยซีสต์ที่กดทับประสาทจะก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด เสียว ชา และกล้ามเนื้ออ่อนแรง 
  • ถุงน้ำรังไข่ (Ovarian Cyst)  ถุงน้ำที่รังไข่ไม่ก่อให้เกิดอาการใดและจะหายไปเอง แต่หากถุงน้ำรังไข่มีขนาดใหญ่อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายท้อง บางรายอาจต้องการปัสสาวะบ่อย เพราะการทำงานของกระเพาะปัสสาวะมีประสิทธิภาพลดลงจากการถูกซีสต์เบียด ทั้งนี้ ผู้ป่วยถุงน้ำรังไข่จะเกิดอาการปวดบริเวณเชิงกรานไปจนถึงหลังส่วนล่างและต้นขา และปวดก่อนช่วงเริ่มและหมดประจำเดือน รวมทั้งเจ็บเชิงกรานขณะสอดใส่เมื่อมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังมีอาการหน่วงท้อง คลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย 
  • ถุงน้ำที่เต้านม (Breast Cyst)  ซีสต์ที่เต้านมอาจพบที่เต้านมข้างเดียวหรือทั้ง 2 ข้าง โดยถุงน้ำดังกล่าวจะเป็นก้อนกลมหรือรีไข่ พื้นผิวเรียบ เคลื่อนย้ายได้ง่าย มักปรากฏตามแนวของเต้านม หัวนมออกสีเหลืองหรือน้ำตาลเข้ม หน้าอกจะขยายใหญ่หรือคัดตึงก่อนประจำเดือนมาและลดลงหลังหมดประจำเดือน ทั้งนี้ ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บหรือคัดเต้านมตรงบริเวณที่มีซีสต์ขึ้น รวมทั้งคลำได้ก้อนนิ่ม ๆ ที่เต้านมด้วย 
  • กุ้งยิงเรื้อรัง (Chalazia)  ผู้ที่ป่วยเป็นตากุ้งยิงจะมีซีสต์คล้ายเม็ดลูกปัดขึ้นอยู่บนเปลือกตา ช่วงแรกผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บเมื่อเป็นตากุ้งยิง แต่หลังจากนั้นก้อนเนื้อจะค่อยๆบวมและอาการเจ็บหายไป 
  • ก้อนใต้ผิวหนังบริเวณก้น (Pilonidal Cyst)  ซีสต์หรือก้อนที่ขึ้นใต้ผิวหนังบริเวณก้นสามารถลุกลามเป็นก้อนเนื้อบวมหรือฝีได้  โดยผู้ป่วยจะเจ็บตรงก้อนเนื้อ ผิวหนังแเดง  มีหนองหรือเลือดซึมออกมาจากแผลที่เปิดและมีกลิ่นคาว 

นอกจากนี้ ซีสต์อาจเกี่ยวข้องกับเนื้องอกมะเร็งหรือการติดเชื้ออย่างรุนแรงด้วย ซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก หากผู้ป่วยตรวจพบว่ามีก้อนบวมขึ้นมาผิดปกติ สามารถพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาได้ โดยแพทย์จะแนะนำวิธีวินิจฉัยที่เหมาะสมเพื่อวินิจฉัยสาเหตุของซีสต์ที่เกิดขึ้น

สาเหตุของซีสต์

ซีสต์แต่ละประเภทปรากฏสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดแตกต่างกันไป โดยซีสต์ที่พบได้บ่อยแต่ละชนิดนั้นมีสาเหตุที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • ซีสต์ไขมันใต้ผิวหนัง (Sebaceous Cyst)  ซีสต์ชนิดนี้เกิดจากการที่เซลล์ผิวหนังชั้นนอกไปขึ้นที่ผิวหนังแท้และผลิตเซลล์ขึ้นมาอีกหลายชั้นมากกว่าจะลอกออก โดยเซลล์ผิวจะสร้างชั้นผิวของซีสต์ขึ้นมาและปล่อยให้เคราติน (Keratin) ไหลเข้าไปข้างใน (เคราตินเป็นเซลล์ต้นกำเนิดของผิวหนัง เส้นผม เล็บ และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย) โดยเคราตินนี้มีลักษณะหนา ออกสีเหลือง และมักไหลออกมาจากซีสต์เป็นบางครั้ง การที่เซลล์ผิวหนังขึ้นผิดที่นี้อาจเกิดจากรูขุมขนหรือต่อมไขมันบนผิวหนังได้รับความเสียหาย ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดซีสต์ไขมันใต้ผิวหนังได้ง่าย ได้แก่ เข้าสู่วัยรุ่น มีสิว มีโรคทางพันธุกรรมที่หาได้ยาก และได้รับบาดเจ็บตามผิวหนัง 
  • ก้อนถุงน้ำที่ข้อมือ (Ganglion Cyst)  ไม่ปรากฏสาเหตุที่ทำให้เกิดก้อนถุงน้ำที่ข้อมืออย่างชัดเจนแต่ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดก้อนถุงน้ำที่ข้อมือนั้นขึ้นอยู่กับเพศ อายุ และประวัติการป่วย โดยซีสต์ชนิดนี้มักเกิดกับผู้หญิงช่วงอายุ 20-40 ปี ส่วนผู้ที่มีประวัติเคยบาดเจ็บตรงข้อต่อหรือเอ็น รวมทั้งผู้ที่มีอาการข้อเสื่อมตรงบริเวณข้อต่อนิ้วมือที่อยู่ใกล้กับเล็บที่สุดนั้นก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดก้อนถุงน้ำบริเวณข้อต่อได้สูง 
  • ถุงน้ำรังไข่ (Ovarian Cyst / Adnexal Cysts)  ส่วนใหญ่แล้ว ถุงน้ำรังไข่มักเกิดขึ้นเมื่อมีรอบเดือนซึ่งเรียกถุงน้ำนี้ว่าถุงน้ำรังไข่ธรรมดา (Functional Cysts) โดยรังไข่จะสร้างถุงน้ำขึ้นมาเพื่อรองรับการตกไข่ในแต่ละเดือน ถุงน้ำนี้เรียกว่าฟอลลิเคิล (Follicle) เมื่อร่างกายถึงช่วงตกไข่ ถุงน้ำจะผลิตฮอร์โมนเอสโทรเจนและโปรเจสเตอโรน รวมทั้งปล่อยไข่ออกมา ทั้งนี้ ถุงน้ำจะมีขนาดโตขึ้นในแต่ละเดือนเป็นบางครั้ง ถุงน้ำรังไข่ธรรมดาไม่เป็นอันตรายใด ๆ อาจเกิดอาการเจ็บปวดบ้าง แต่ถุงน้ำจะหายไปเอง  อย่างไรก็ตาม   ยังมีซีสต์รังไข่บางขนิดที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการมีรอบเดือน ดังนี้ 

1. ถุงน้ำรังไข่เดอร์มอยด์ (Dermoid Cysts) เดอร์มอยด์ซีสต์เกิดจากเซลล์ที่ผลิตไข่ ภายในถุงน้ำบรรจุเนื้อเยื่อ เช่น เส้นขน ผิวหนัง หรือฟัน                       

2. ถุงน้ำเนื้องอกซีสตาดีโนมา (Cystadenomas) ซีสต์ชนิดนี้เกิดจากเนื้อเยื่อรังไข่ โดยภายในถุงน้ำจะบรรจุของเหลวหรือเมือก

3. เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriomas) เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญขึ้นภายนอกมดลูก ทำให้เนื้อเยื่ออาจไปเกาะตรงรังไข่และเจริญขึ้นมากลายเป็นซีสต์

ถุงน้ำรังไข่เดอร์มอยด์และถุงน้ำเนื้องอกซีสตาดีโนมาจะมีขนาดใหญ่ขึ้นได้ ซึ่งไปเบียดรังไข่ให้หลุดไปจากตำแหน่งเดิมที่เคยยึดอยู่กับอุ้งเชิงกราน ทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงเกิดภาวะรังไข่บิดขั้ว (Ovarian Torsion) 

  • ถุงน้ำที่เต้านม (Breast Cyst)  แพทย์ไม่พบสาเหตุที่ทำให้เกิดถุงน้ำที่เต้านม ซีสต์ชนิดนี้อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงที่ผู้หญิงมีรอบเดือน ทั้งนี้ ยังมีการสันนิษฐานว่าระดับเอสโตรเจนที่มากเกินไปในร่างกายเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดถุงน้ำที่เต้านม โดยฮอร์โมนเอสโตรเจนจะกระตุ้นเนื้อเยื่อตรงเต้านม และอาจก่อให้เกิดซีสต์ที่บริเวณดังกล่าว
  • กุ้งยิงเรื้อรัง (Chalazia)  สาเหตุของกุ้งยิงเรื้อรังเกิดจากท่อของต่อมไขมันบริเวณเปลือกตาอุดตัน 
  • ก้อนใต้ผิวหนังบริเวณก้น (Pilonidal Cyst)  สาเหตุของการเกิดซีสต์บริเวณใต้ผิวหนังก้นยังไม่ปรากฏแน่ชัด แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากเส้นขนอ่อนงอกขึ้นมาบนผิวหนัง โดยขนจะยิ่งฝังรากลึกลงไปในผิวหนังหากผิวหนังเสียดสีกัน ใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่น ปั่นจักรยาน หรือนั่งนาน ๆ เส้นขนที่งอกขึ้นมาถือเป็นสิ่งแปลกปลอม ร่างกายจึงสร้างซีสต์ขึ้นมารอบ ๆ เส้นขนนั้น 

นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดซีสต์ล้วนขึ้นอยู่กับสาเหตุในการเกิดซีสต์แต่ละประเภท โดยพันธุกรรม ความบกพร่องของพัฒนาการทางร่างกาย การติดเชื้อ เนื้องอก และภาวะอุดตันของระบบการไหลเวียนของเหลวและน้ำมันในร่างกายล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดซีสต์ได้ 

โปรดติดตามบทความเรื่อง ซีสต์ (ตอนที่ 2) เร็ว ๆ นี้ จาปินขอสนับสนุนและให้ข้อมูลด้านสุขภาพ ด้วยบทความที่ดีมีประโยชน์  ซึ่งจะอัปเดตเป็นประจำในเว็บไซต์จาปิน และขอส่งเสริมสุขภาพของทุกคนในครอบครัว ด้วยเครื่องผลิตน้ำดื่มไอวอเตอร์ (iWater) ที่ให้คุณได้มากกว่าคำว่า น้ำดื่มที่สะอาด เพราะน้ำดื่มไอวอเตอร์เป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ แคลเซียม แมกนีเซียม และได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF)

 

หมายเหตุ: ติดตามบทความใหม่ๆได้ที่ http://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆได้ทาง
  Mr.Happii แจกยิ้ม

อ้างอิง : บทความ
ซีสต์ โดย พบแพทย์