ไข้หวัดใหญ่ หรือไข้หวัดธรรมดา?

 

ไข้หวัด เป็นอาการป่วยที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย และสามารถป่วยได้ตลอดทั้งปี  ไม่ต่างจากโรคไข้หวัดใหญ่ ที่ปัจจุบันมีสถิติผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เพราะเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายผ่านระบบทางเดินหายใจ หรือการสัมผัสสิ่งของที่มีเชื้อไวรัสติดอยู่ ซึ่งไข้หวัดใหญ่นั้นมีอาการรุนแรงกว่าไข้หวัดธรรมดา  และอาจร้ายแรงจนต้องเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตได้เลย  อาการไข้หวัดใหญ่และไข้หวัดธรรมดาแตกต่างกันอย่างไร จาปินมีข้อมูลมาฝากดังนี้ 

ไข้หวัดธรรมดา

ไข้หวัดธรรมดา (Common cold) มีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่ทางเดินหายใจส่วนบน  ซึ่งไวรัสที่ก่อให้เกิดอาการมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด เช่น ไวรัสในกลุ่มไรโนไวรัส (Rhinoviruses) และ กลุ่มโคโรนาไวรัส (Coronaviruses) ไข้หวัดเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากโดยเฉพาะในช่วงหน้าฝนและหน้าหนาว  สามารถติดต่อกันได้ง่าย ๆ ผ่านทางการสัมผัสกับเชื้อโรคโดยตรง เช่น การไอ จาม หรือการอยู๋ใกล้ชิดกับคนที่เป็นไข้หวัด  จึงทำให้หลายคนสามารถป่วยเป็นโรคหวัดได้หลายครั้งใน 1 ปี เนื่องจากขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล หากร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง อาจลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสได้
อาการ
เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่จมูกและลำคอ จะทำให้มีอาการคัดจมูก จาม มีน้ำมูก เจ็บคอ และมีการไอตามมา ผู้ป่วยจะรู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย และไม่ค่อยสบายตัว รู้สึกมืน ๆ ปวดศีรษะเล็กน้อย และอาจไม่มีไข้ หรือมีไข้แต่สูงไม่เกิน 38 องศาเซลเซียส อาการโดยทั่วไปมักไม่รุนแรง แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดน้ำมูก ยาลดไข้ หากพักผ่อนอย่างเพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ รักษาร่างกายให้อบอุ่น และกินยาตามเวลา อาการจะหายได้ภายใน 1 สัปดาห์

ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) มีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา ซึ่งเป็นไวรัสที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดนก  มักพบผู้ป่วยเป็นกันมากในช่วงหน้าหนาว และโรคนี้สามารถพบได้ตลอดทั้งปี เมื่อได้รับเชื้อไวรัสแล้วผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการที่ใกล้เคียงกับไข้หวัดธรรมดา แต่อาการของโรคจะมีความชัดเจนและใช้เวลานานมากกว่า  ซึ่งไข้หวัดใหญ่มีอยู่ด้วยกันหลายสายพันธุ์ ดังนี้ 

  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอ (Influenza A) ถือเป็นสายพันธุ์ที่รุนแรงที่สุด และสามารถแพร่ระบาดไปได้ทั่วโลก และเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้ถูกแบ่งย่อยออกได้อีกหลายชนิด ซึ่งจะแบ่งจากความแตกต่างตามชนิดโปรตีนของไวรัส ได้แก่ โปรตีน เอช (Hemagglutinin : H) และโปรตีน เอ็น (Neuraminidase : N) โดยตัวอย่างชนิดย่อยของไข้หวัดสายพันธุ์ เอ ที่เคยแพร่ระบาด เช่น ไข้หวัดสุกร H3N2 ไข้หวัดนก  ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 
  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ บี (Influenza B) เป็นสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดเฉพาะในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง โดยส่วนใหญ่มักจะระบาดในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศเย็น  มีอาการรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์ เอ  แต่รุนแรงมากกว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ ซี และไข้หวัดใหญ่ทั่วไป ทั้งนี้โดยส่วนใหญ่แล้วอาการจะคล้าย ๆ กับอาการของไข้หวัดใหญ่ทั่วไป  ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน 
  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ ซี (Influenza C) เป็นสายพันธุ์ที่พบได้น้อยมาก อีกทั้งยังมีอาการที่ไม่รุนแรงและไม่พบการแพร่ระบาด จึงทำให้บางครั้งไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์นี้ก็ไม่ถูกนับรวมเป็นชนิดของโรคไข้หวัดใหญ่

อาการ
ไข้หวัดใหญ่จะมีอาการรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด และอาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยหากเป็นไข้หวัดธรรมดาจะมีอาการป่วยแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่หากเป็นไข้หวัดใหญ่ อาการจะรุนแรงเฉียบพลันภายใน 1 วัน เริ่มจากมีไข้หรือมีไข้หนาวสั่น เจ็บคอ มีน้ำมูกใส ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก โดยเฉพาะบริเวณหลัง ต้นขา ต้นแขน ปวดศีรษะ เหนื่อย อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร ในเด็กอาจมีอาเจียนและท้องเสียร่วมด้วย 

จุดแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างโรคไข้หวัดใหญ่กับไข้หวัดธรรมดา คือ อาการเด่นของไข้หวัดใหญ่จะมีไข้สูง และปวดตามกล้ามเนื้อ ซึ่งผู้ที่เป็นไข้หวัดธรรมดาจะไม่ค่อยมีอาการลักษณะนี้ ขณะเดียวกันผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จะไม่ค่อยมีอาการคัดจมูก  เจ็บคอ หรือจาม ซึ่งเป็นอาการที่พบได้มากในผู้ป่วยไข้หวัดธรรมดา

ในการรักษาแพทย์จะให้ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะฟื้นตัวในเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ แต่หากมีโรคแทรกซ้อน  เช่น ปอดบวม ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น ผู้ป่วยที่มีโรคหอบหืดเป็นโรคประจําตัว เมื่อป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วมักจะเกิดภาวะหอบหืดแทรกซ้อนรุนแรง หรือผู้ป่วยโรคหัวใจ เมื่อป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่แล้ว อาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวายได้ เป็นต้น 

ทั้งนี้ไม่ควรกินยาปฏิชีวนะ หรือยาแอสไพรินเพื่อลดไข้เด็ดขาด เพราะยาปฏิชีวนะใช้สำหรับการติดเชื้อแบคทีเรีย จึงไม่มีผลในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดจากเชื้อไวรัส  ส่วนการกินยาแอสไพรินนั้นอาจเป็นอันตรายต่ออวัยวะภายในร่างกายได้ 

อาการของโรค ไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่
ไข้ ในผู้ใหญ่มีไข้ไม่สูง แต่ในเด็กอาจมีไข้สูงได้ ไข้สูง 38-40 องศา เป็นนาน 2-3 วัน ไข้ไม่ลด อาจมีอาการหนาวสั่น
จาม จามบ่อย พบเป็นบางครั้ง
เจ็บคอ พบบ่อย พบเป็นบางครั้ง
คัดจมูก พบบ่อย พบเป็นบางครั้ง
ไอ แน่นหน้าอก ไอแห้ง ๆ ไอไม่มาก พบบ่อย บางครั้งไอรุนแรง แน่นหน้าอกมาก
ปวดศีรษะ พบน้อย ปวดศีรษะมาก
ปวดเมื่อยตามตัว ปวดเล็กน้อย พบบ่อย และปวดเมื่อมาก
อ่อนแรง เล็กน้อย พบได้นาน 2-3 สัปดาห์
อ่อมเพลีย ไม่พบ พบมาก
โรคแทรกซ้อน ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดบวม
ความรุนแรง โดยมากมักไม่เป็นอันตราย สามารถหายได้ภายใน 1 สัปดาห์ มักฟื้นตัวได้ในเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ แต่หากมีโรคแทรกซ้อนอาจเสียชีวิตได้
การป้องกัน ไม่มี (ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล) ฉีดวัคซีน
การรักษา รักษาตามอาการ แต่จะไม่ไช้ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านไวรัส ให้ยาต้านไวรัส

 

กลุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน

  • ผู้มีโรคประจําตัว เช่น โรคหอบหืด โรคทางระบบประสาท โรคปอด โรคเบาหวาน โรคไต โรคตับ โรคเอดส์ โรคมะเร็ง ผู้ที่รับยาสเตียรอยด์เรื้อรัง หรือคนที่อายุน้อยกว่า 19 ปีที่ได้รับการรักษาด้วยยาแอสไพรินในระยะยาว
  • ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
  • หญิงตั้งครรภ์ (และหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ จนถึงหลังคลอด)
  • บุคลากรทางการแพทย์และผู้ที่ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดเป็นเวลานาน
  • เด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบ โดยเฉพาะในเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ขวบ
  • คนที่เป็นโรคอ้วน (ดัชนีมวลกายหรือ BMI เท่ากับ 40 หรือสูงกว่า)

 อย่างไรก็ตาม โรคไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันเบื้องต้นได้ด้วยการฉีดวัคซีน แต่ควรฉีดเป็นประจำทุกปี เพราะเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดจะเปลี่ยนไปทุกปี

 การดูแลตัวเองเมื่อป่วยเป็นไข้หวัด  เพื่อไม่ให้อาการทรุดลงหรือแพร่เชื้อไปยังคนอื่น ๆ ผู้ป่วยไข้หวัดควรปฏิบัติตน ดังนี้ 

  • กินยาอย่างต่อเนื่องตามที่แพทย์สั่ง
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และอยู่ในห้องที่อากาศถ่ายเทสะดวก
  • สวมเสื้อผ้าหนา ๆ เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ
  • ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ โดยเฉพาะน้ำอุ่น เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไปเนื่องจากไข้
  • ควรรับประทานอาหารอ่อน ๆ ย่อยง่าย ๆ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ผักและผลไม้ หากต้องรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นควรใช้ช้อนกลาง
  • หมั่นเช็ดตัวด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาเพื่อลดไข้
  • สวมผ้าปิดปากและจมูกเพื่อป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจาย
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีภูมิต้านทานต่ำ

 ควรป้องกันตัวเองไม่ให้ป่วยเป็นไข้หวัดด้วยการรักษาสุขอนามัยให้ดี  ล้างมือบ่อย ๆ  ทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร หลังไอหรือจาม  สั่งน้ำมูก  หรือหลังหยิบจับสิ่งของที่มีคนสัมผัสมาก ๆ และไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายเราได้ทางหนึ่ง 

ดังนั้น เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ปลอดภัยห่างไกลจากไข้หวัด ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักและผลไม้ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอวันละ 30-45 นาที (สัปดาห์ละ 5 วัน) เพื่อส่งเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และดื่มน้ำสะอาดให้ได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการวันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เครื่องผลิตน้ำดื่มไอวอเตอร์ (iWater) ให้คุณได้มากกว่าคำว่า น้ำดื่มที่สะอาด เพราะน้ำดื่มไอวอเตอร์เป็นน้ำกลุ่มโมเลกุลเล็ก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ แคลเซียม แมกนีเซียม และได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF)

 

หมายเหตุ: ติดตามบทความใหม่ๆได้ที่ http://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆได้ทาง
  Mr.Happii แจกยิ้ม

อ้างอิง : บทความ
เช็คอาการไข้หวัดใหญ่ ต่างจากไข้หวัดทั่วไป ตรงไหน ? โดย kapook.com