โรคปอดอักเสบ..อันตรายถึงชีวิต

โรคปอดอักเสบ..อันตรายถึงชีวิต

 

ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยๆในปัจจุบัน  อากาศหนาวบ้าง ร้อนบ้าง รวมทั้งมีฝุ่นละอองพิษ ควันพิษ และมลภาวะต่างๆที่ฟุ้งกระจายอยู่ทั่วไป ทำให้ผู้คนมีอาการเป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดโรคที่ร้ายแรงอย่าง “โรคปอดอักเสบ” โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงอันดับต้นๆ ในบทความนี้เรามีความรู้เกี่ยวกับโรคปอดอักเสบ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัว มาให้ได้รู้จักกันค่ะ 

นายแพทย์เดช จงนรังสิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้ป่วยวิกฤต โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ เปิดเผยว่า โรคปอดอักเสบหรือปอดบวม (Pneumonitis) เกิดขึ้นได้จาก 2 สาเหตุ ดังนี้ 

1) เกิดจากการติดเชื้อ หรือที่เรียกว่า Pneumonitis ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด ได้แก่ เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา จนทำให้เกิดการอักเสบของถุงลมปอดและเนื้อเยื่อโดยรอบ ซึ่งส่งผลอันตรายอย่างมากต่อเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ หากมีอาการติดเชื้ออย่างรุนแรงอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอันตรายถึงชีวิตได้ 

2) ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่เกิดจากสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ เช่น การหายใจเอาฝุ่นพิษ ควันพิษ หรือสารเคมีที่ระเหยได้             ซึ่งก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจเข้าสู่ปอด อาทิ ควันไฟ ควันรถยนต์ หรือยาฉีดพ่นแมลง จนอาจทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบหรือปอดบวมได้เช่นเดียวกัน 

โดยทั่วไปโรคปอดอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่ในกรณีปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อจะพบได้บ่อยในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ และผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังพบในผู้ป่วยที่กำลังรับการรักษาภายในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในแผนกผู้ป่วยหนัก (ICU) และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคหัวใจ รวมถึงผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยโรคเอดส์ ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่อยู่ในระหว่างการให้เคมีบำบัด หรือผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันเป็นเวลานาน และผู้ที่สูบบุหรี่ก็ถือว่ามีความเสี่ยงด้วยเช่นกัน 

สาเหตุของการติดเชื้อ

เกิดขึ้นได้จากการไอ จาม หรือการหายใจรดกัน ซึ่งเป็นการหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในอากาศที่เป็นละอองฝอยขนาดเล็กเข้าสู่ปอดโดยตรง รวมถึงการสำลักเชื้อที่สะสมอยู่ตรงบริเวณทางเดินหายใจส่วนบนลงสู่ปอด เช่น การสำลักน้ำลาย การสำลักอาหาร หรือการสำลักสารคัดหลั่งในทางเดินอาหาร นอกจากนี้ หากผู้ป่วยที่มีอาการติดเชื้อจากอวัยวะส่วนอื่นมาก่อน อาจเกิดภาวะการแพร่กระจายของเชื้อตามกระแสเลือดจนลุกลามไปสู่ปอดและอวัยวะข้างเคียงได้ 

อาการ

โดยปกติอาการของผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะมีอาการเจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ หายใจเร็ว หายใจหอบ หายใจลำบาก ไอมีเสมหะ มีไข้ เหงื่อออก      หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย และอ่อนแรง หากเกิดกับผู้สูงอายุอาจมีอาการซึม อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ ส่วนเด็กเล็กอาจมีอาการท้องอึด อาเจียน เซื่องซึม ไม่ดูดนม และมีไข้ 
นายแพทย์เดชได้แนะนำว่า หากเกิดอาการป่วยและมีอาการตามความเสี่ยงของการเกิดโรคปอดอักเสบหรือปอดบวม ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที 

การวินิจฉัยและการรักษา

เบื้องต้นแพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยซักประวัติและตรวจร่างกายของผู้ป่วย ฟังเสียงปอด เอกซเรย์ปอด อีกทั้งยังมีการตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรค พร้อมแยกเชื้อที่เป็นสาเหตุโดยการตรวจนับเม็ดเลือดขาวในเลือด เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ ขั้นตอนต่อมาคือการตรวจวัดออกซิเจนในเลือดเพื่อดูประสิทธิภาพของปอดในการลำเลียงออกซิเจนเข้าสู่กระแสเลือดว่าลดลงหรือไม่    สุดท้ายคือการตรวจและเพาะเชื้อจากเสมหะและเลือด เพื่อหาชนิดของเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรค จากนั้นจึงจะรักษาการติดเชื้อร่วมกับการป้องกันภาวะแทรกซ้อนอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นควบคู่กันไป 

การป้องกัน

นายแพทย์เดช ได้แนะแนวทางป้องกันโรคปอดอักเสบว่า สามารถปฏิบัติได้ง่ายๆ โดยเริ่มจากการไม่สูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่จะไปทำลายกระบวนการป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจตามธรรมชาติของปอด ต้องดูแลสุขอนามัยส่วนตัว หมั่นล้างมืออยู่เป็นประจำ หลีกเลี่ยงการไปอยู่ในที่ที่มีผู้คนหนาแน่น ควรหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ ควันไฟ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรือหากมีอาการหนาวเย็นเมื่อเป็นหวัด หรือไข้หวัดใหญ่ อย่าปล่อยทิ้งไว้  ควรรีบรักษาให้หายขาดโดยเร็ว นอกจากนี้ ควรสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 

นอกจากนี้ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงทั้งเด็กเล็ก ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ หรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ (Flu Vaccine) และวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ (Pneumo-coccal Vaccine) เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อ เพื่อลดอัตราการเกิดโรคปอดอักเสบจากการติดเชื้อได้เช่นกัน 

ดังนั้น เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและปลอดภัยจากโรคปอดอักเสบ เราควรปฏิบัติตามคำแนะนำ และควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ    5 หมู่  ควรเน้นการรับประทานผักและผลไม้  ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  สัปดาห์ละ 3-5 วัน (อย่างน้อยวันละ 30-45 นาที) และดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายวันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) จะช่วยให้ระบบต่างๆของร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น       จาปินขอสนับสนุนให้ทุกท่านมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ห่างไกลจากโรคปอดอักเสบ ด้วยเครื่องผลิตน้ำดื่มไอวอเตอร์ (iWater) ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์การอนามัยแห่งชาติ  ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF)   ซึ่งให้คุณได้มากกว่าคำว่า น้ำดื่มที่สะอาด เพราะน้ำไอวอเตอร์เป็น   น้ำลุ่มโมเลกุลเล็ก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ฯลฯ เพื่อสุขภาพดีของทุกคนในครอบครัวตลอดไป

 

หมายเหตุ: ติดตามบทความใหม่ๆได้ที่ http://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆได้ทาง
  Mr.Happii แจกยิ้ม

อ้างอิง : บทความ
ไอ จาม มีไข้ อย่าชะล่าใจ อาจอันตรายถึงชีวิต โดย ประชาชาติ