อาหารชีวจิต

อาหารชีวจิต

 

อาหารแต่ละจานที่เรารับประทานเข้าไปนั้น ล้วนแล้วแต่มีทั้งประโยชน์และโทษ  ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ เครื่องปรุงรส วิธีการปรุง และปริมาณที่บริโภค รวมทั้งสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล  แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ ทำให้เกิดทางเลือกในการบริโภคที่แตกต่างกันออกไป  ซึ่งไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เมื่อเรามีสิทธิ์เลือกเรามักจะเลือกรับประทานอาหารที่ถูกปากมากกว่าอาหารที่ถูกหลักโภชนาการอยู่แล้ว แม้ว่าหลายคนจะทราบดีว่าการรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการนั้นเป็นอย่างไร แต่เป็นเพราะรสชาติของอาหารจานโปรดเหล่านั้น ทำให้เราละเลยและมองข้ามอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพไป 

ฮิปโปเครติส (Hippocrates) บิดาของวงการแพทย์ได้กล่าวไว้ว่า “You are what you eat” หมายความว่า “คุณกินอะไรเข้าไป คุณก็จะเป็นอย่างนั้น” หากคุณเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกาย ร่างกายของคุณก็จะแข็งแรง ปลอดโรค แต่หากคุณรับประทานไม่เลือก เมื่ออาหารที่ไม่ดีเข้าสู่ร่างกายของคุณในปริมาณที่มากเกินพอดี อาหารเหล่านั้นก็จะกลายเป็นขยะ เป็นสารพิษที่สะสมอยู่ในร่างกาย  และไปขัดขวางการทำงานของระบบภูมิต้านทานของร่างกาย จนเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆตามมา เช่น 

  • การรับประทานอาหารประเภทแป้ง หรือน้ำตาล มากเกินไป ทำให้เป็นโรคเบาหวาน
  • การรับประทานอาหารที่มีรสเค็มมากเกินไป ทำให้เป็นโรคไต และโรคความดันโลหิตสูง
  • การรับประทานอาหารที่มีไขมันมากเกินไป ทำให้เป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด 

ดังนั้น  การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างอาหารชีวจิต  จึงเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพอย่างชัดเจนอีกทางหนึ่ง  คำว่า   “ชีวจิต” หมายถึงอะไร เกี่ยวข้องกับสุขภาพอย่างไร รายละเอียดมีดังนี้ 

ชีวจิต เป็นแนวความคิดเรื่องสุขภาพแบบองค์รวม คือ ผนวกเอาคำว่า “ชีว” ที่หมายถึง “กาย” รวมเข้ากับคำว่า “จิต” ที่หมายถึง “ใจ” ซึ่งทั้งสองส่วนย่อมมีความสัมพันธ์กันและมีผลต่อกันโดยตรง และไม่สามารถแยกออกจากกันได้ หรืออธิบายได้ว่า คนเราจะมีความสุขความแข็งแรงได้ ก็ต่อเมื่อกายและใจทำงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงควรใช้ชีวิตให้เป็นไปตามธรรมชาติให้มากที่สุด 

เมื่อนำแนวทางการปฏิบัติแบบชีวจิตมาใช้ร่วมกับการรับประทานอาหารอย่างถูกหลักโภชนาการ เพื่อให้ได้สุขภาพที่แข็งแรง สมบูรณ์ จึงเกิดแนวทางโภชการการดูแลสุขภาพแบบใหม่ ซึ่งเป็นที่นิยมและแพร่หลายอย่างมาก นั่นคือ “อาหารชีวิต” 

อาหารชีวจิต เป็นแนวทางการรับประทานอาหารที่ ดร.สาทิส อินทรกำแหง ศึกษาและปรับปรุงจากหลักการของแมคโครไบโอติกส์ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพวิถีชีวิตของคนไทย กล่าวโดยรวมอาหารชีวจิต คือ อาหารชั้นเดียว หมายถึง อาหารที่คงสภาพตามธรรมชาติดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด ไม่ผ่านการปรุงแต่ง หรืออาจผ่านการปรุงแต่งให้น้อยที่สุด และคงไว้ซึ่งรสชาติเดิมของอาหารนั้นๆไว้ให้มากที่สุด เป็นการนำความรู้ทางโภชนาการชั้นสูงมาพิจารณาอาหารต่างๆ แล้วเลือกสรรเฉพาะอาหารที่ให้คุณค่าแก่ร่างกายและจิตใจมากที่สุด และที่สำคัญ คือ เป็นอาหารที่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในร่างกายน้อยที่สุด 

ประโยชน์ของอาหารชีวจิต

  1. ช่วยขจัดสารเคมีหรือสารพิษอันตรายต่างๆออกจากร่างกายได้ดี
  2. ช่วยให้เซลล์ต่างๆภายในร่างกายแข็งแรงขึ้น
  3. ช่วยให้เลือดภายในร่างกายไหลเวียนได้ดี และเลือดมีการถูกฟอกให้สะอาดยิ่งขึ้น
  4. ช่วยให้มีอายุยืนยาวขึ้น เพราะเซลล์ต่างๆภายในร่างกายเสื่อมสภาพช้าลง
  5. ช่วยชะลอความเสื่อมสภาพของร่างกาย เพราะเกิดการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจนภายในผิวหนัง ทำให้เซลล์ไม่เสื่อมสภาพเร็ว
  6. ช่วยให้สุขภาพผิวพรรณดี สดใส เปล่งปลั่ง ด้วยมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มากมาย
  7. ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น ทำให้ของเสียต่างๆภายในร่างกายถูกขับออกมา ไม่ตกค้าง
  8. ช่วยให้ลำไส้และกระเพาะอาหารทำงานได้ดี ไม่ต้องทำงานหนัก เนื่องจากเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ไม่หนักท้อง
  9. ช่วยป้องกันโรคต่างๆได้ดี เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคเกาต์ เป็นต้น 

สูตรอาหารตามแบบชีวจิต

  1. อาหารประเภทแป้งไม่ขัดขาว เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ หรือหากเป็นข้าวโพด ควรเป็นข้าวโพดทั้งเมล็ด หรือทั้งฝัก หากเป็นแป้งขนมปัง ควรเป็นขนมปังโฮลวีท และแป้งในกลุ่มคอมเพล็กซ์ คาร์โบไฮเดรต คือ แป้งหลายชั้น ซึ่งมีโปรตีนปนอยู่ด้วย เช่น มันเทศ มันฝรั่ง เผือก และฟักทอง เป็นต้น อาหารประเภทแป้งไม่ขัดขาว ควรรับประทาน 50% หรือ ½ ของอาหารในแต่ละมื้อ 
  1. อาหารประเภทผัก สามารถรับประทานได้ทั้งผักดิบ และผักปรุงสุกอย่างละครึ่ง ที่สำคัญต้องล้างผักให้สะอาด หรือเลือกบริโภคผักที่ปลอดสารพิษ ซึ่งอาหารประเภทนี้ควรรับประทาน 25% หรือ 1/4 ของอาหารในแต่ละมื้อ 
  1. อาหารประเภทโปรตีน เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้ โปรตีนเกษตร นอกจากนี้ควรบริโภคโปรตีนจากสัตว์เป็นครั้งคราว หรือสัปดาห์ละ 1-2 มื้อ เช่น ไข่ ปลา และอาหารทะเล อาหารประเภทนี้ควรรับประทาน 15% ของอาหารในแต่ละมื้อ 
  1. เบ็ดเตล็ด ซึ่งควรรับประทาน 10% ของอาหารในแต่ละมื้อ ได้แก่
  • อาหารประเภทแกง เช่น แกงจืด แกงเลียง เป็นต้น
  • อาหารประเภทซุป เช่น ซุปข้าวโพด ซุปฟักทอง ซุปเห็ด ซุปมิโซะ (ซุปเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น) เป็นต้น
  • อาหารประเภทของขบเคี้ยว เช่น ถั่วคั่ว เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม เมล็ดดอกทานตะวัน เมล็ดงา เป็นต้น
  • ผลไม้สด ที่มีรสชาติไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง มะม่วงดิบ พุทธา แอปเปิล เป็นต้น 

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารชีวจิต นอกจากจะต้องคำนึงถึงคุณประโยชน์แล้ว  ยังควรให้ความสำคัญกับความอร่อยและหน้าตาของอาหารด้วย แม้รสชาติจะไม่จัดจ้าน แต่ก็มีความกลมกล่อมแบบพอดี ที่สำคัญหากต้องการเน้นสุขภาพแบบชีวจิต การรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ ควรคำนึงถึงความสมดุลตามสัดส่วนของชีวจิตด้วย การเลือกรับประทานอาหารตามแนวชีวจิตนั้น หากมองผิวเผินอาจมีความลึกซึ้งจนทำให้เข้าใจยาก แต่ในทางปฏิบัติจริงนั้น ไม่ได้ยุ่งยากแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม กลับเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย และเข้าถึงแก่นแท้ของธรรมชาติของอาหารอย่างแท้จริง 

จาปินขอสนับสนุนให้ทุกท่านมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ปลอดภัย ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ  อย่าลืม.!! ดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) เพื่อช่วยให้ระบบต่างๆในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น น้ำดื่มที่ดีควรเป็นน้ำดื่มกลุ่มโมโลกุลเล็กที่สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย  ปลอดภัย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ  เช่น  แคลเซียม  แมกนีเซียม  และโพแทสเซียม  เครื่องผลิตน้ำดื่มไอวอเตอร์ (iWater) ได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF)

 

หมายเหตุ: ติดตามบทความใหม่ๆได้ที่ http://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆได้ทาง
  Mr.Happii แจกยิ้ม

อ้างอิง : บทความ
1) อาหารชีวจิตคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร โดย เกร็ดความรู้.net
2) โภชนาการอาหารชีวจิต โดย suvarnachat.co.th