ชาเขียว (Green Tea)

ชาเขียว (Green Tea)

 

ชาเขียว คือชาที่ได้มาจากต้นชา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า “Camellia sinensis” เป็นชาที่ได้จากการนำใบชาสดมาผ่านการทำให้แห้งอย่างรวดเร็วด้วยความร้อนที่ไม่สูงเกินไป หรือเรียกว่า “Streaming” แล้วนำมาอบเพื่อยับยั้งเอนไซม์ไม่ให้เกิดการสลายตัว จึงส่งผลทำให้ใบชาที่แห้งยังสดอยู่ และมีสีค่อนข้างเขียว ทำให้ใบชายังคงมีสารประกอบอย่างฟีนอล (Phenolic Compound) และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาอู่หลงและชาดำ ในใบชาเขียวนั้นยังมีสารสำคัญที่พบได้คือ กรดอะมิโน (Amino Acids) และธีโอฟิลลีน (Theophylline) ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า อีกทั้งยังเป็นสารที่รวมอยู่ในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ที่เรียกว่า “คาเทชิน (Catechin)” 

สารคาเทชิน เป็นสารประกอบที่สำคัญในใบชาเขียว เป็นสารในกลุ่มโพลีฟีนอล (Polyphenol) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่มีสี และละลายได้ในน้ำ มีสารสำคัญคือ EGCG (Epigallocatechin gallate) ซึ่งมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่หลากหลาย มีสรรพคุณเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลังมากกว่าวิตามินซี และวิตามินอีถึง  25  เท่า โดยใบชาเขียวแห้ง  1  ซอง (1.5 กรัม) จะให้สาร EGCG ประมาณ 35-110 มิลลิกรัม มีคุณสมบัติลดการอักเสบ และเพิ่มความสามารถในการจดจำ  รวมทั้งมีฤทธิ์ต่อการทำงานของเซลล์ไขมัน ลดไตรกลีเซอไรด์ ลดคอเลสเตอรอล เพิ่มการใช้พลังงาน ลดการดูดซึมไขมันในลำไส้ ลดการสะสมไขมันหน้าท้อง และในชาเขียวยังมีสารอื่นๆที่สำคัญอีก ดังนี้ 

  • สารคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) มีประโยชน์ต่อกระบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง รวมทั้งมีส่วนช่วยในการจับสารพิษตกค้างและขับออกจากร่างกาย
  • คาเฟอีน (Caffeine) ในชาเขียวก็มีคาเฟอีนอยู่ แต่มีปริมาณที่น้อยกว่าในกาแฟ คาเฟอีนมีประโยชน์ในการช่วยลดความอ้วนได้ คือ ช่วยกระตุ้นการทำงานของเนื้อเยื่อไขมันสีน้ำตาลในร่างกาย  โดยจะทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น และกระตุ้นการเผาผลาญไขมันในร่างกาย 

พลังงานแคลอรีจากชาเขียว

ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่ให้พลังงานค่อนข้างต่ำ จึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการความสดชื่น แต่มีข้อควรระวังคือ ชาเขียวบางประเภทอาจมีปริมาณน้ำตาลสูง หากรับประทานมากอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ โดยเครื่องดื่มชาเขียวแต่ละชนิดมีปริมาณแคลอรีดังต่อไปนี้ 

  • แบบขวดปรุงสำเร็จ มักมีการเพิ่มสารให้ความหวานและน้ำตาล ซึ่งจะให้พลังงานประมาณ 60 แคลอรีต่อ 250 มิลลิลิตร
  • แบบผงสำหรับชงดื่ม อาจมีส่วนประกอบเป็นสารให้ความหวานหรือน้ำตาลเช่นกัน แต่มักให้พลังงานน้อยกว่า ประมาณ 22 แคลอรี
  • แบบถุงชาสำหรับชงดื่ม ถุงชาเขียวขนาด 1.8 กรัม หากชงโดยไม่เพิ่มส่วนผสมอื่นๆ เช่น นม หรือน้ำตาล จะให้พลังงาน 0 แคลอรี
  • ใบชาแบบหยาบสำหรับชงดื่ม ให้พลังงาน 0 แคลอรี เช่นเดียวกับแบบถุงชา 

สรรพคุณของชาเขียว มีดังนี้

  • มีส่วนช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ
  • มีส่วนช่วยรักษาภาวะซึมเศร้า
  • มีส่วนช่วยแก้หวัด แก้อาการร้อนใน ช่วยขับสารพิษ และช่วยขับเหงื่อในร่างกาย
  • มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนักและช่วยลดไขมันในเลือดชนิดไตรกลีเซอไรด์ลงได้ โดยสารคาเทชินที่อยู่ในชาเชียวจะช่วยทำให้ระบบกลไกของการกระตุ้นปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) ของไขมันมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่งผลต่อกระบวนการเผาผลาญพลังงานของเนื้อเยื่อไขมันในร่างกายได้มากขึ้น หากดื่มชาเขียวเป็นประจำวันละ 1 แก้ว
  • มีส่วนช่วยในการเพิ่มจำนวนแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ ซึ่งช่วยในการล้างสารพิษและกำจัดพิษในลำไส้ได้
  • มีส่วนช่วยในการขับปัสสาวะ ช่วยป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและนิ่วในไต
  • มีส่วนช่วยป้องกันโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบ ส่งผลให้ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ โดยมักเกิดขึ้นในวัยกลางคน
  • มีส่วนช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และช่วยระบายความร้อนบริเวณศีรษะและเบ้าตา จึงทำให้ตาสว่าง ไม่ง่วงนอน แถมยังช่วยให้หายใจสะดวกและรู้สึกสดชื่นขึ้นอีกด้วย
  • มีส่วนช่วยแก้อาการกระหายน้ำ ช่วยระบายความร้อนออกจากปอด และยังช่วยขับเสมหะได้
  • ช่วยป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในร่างกาย และช่วยลดอัตราการเกิดโรคเส้นเลือดอุดตัน โดยสารสำคัญ EGCG ในชาเขียวเป็นตัวยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของคอเลสเตอรอล (Cholesterol) ทำให้ลดการเกิดเส้นเลือดแข็งตัวและตีบตัน โดยผู้ที่รับประทานหรือดื่มชาเขียวเป็นประจำ จะช่วยลดการเกิดโรคเส้นเลือดทางสมอง หรือโรคเส้นเลือดในสมองแตก และเส้นเลือดสมองตีบได้
  • ช่วยแก้อาการเมาจากการดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และช่วยทำให้สร่างเมาได้เป็นอย่างดี
  • ช่วยทำให้เจริญอาหาร อยากอาหาร และทานอาหารได้มากขึ้น
  • ช่วยในการห้ามเลือดหรือทำให้เลือดไหลช้าลง
  • ช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย และท้องบิดได้
  • ช่วยทำให้สุขภาพช่องปากดีขึ้น ลดความเสี่ยงที่จะเกิดฟันผุ เนื่องจากในใบชาเขียวอุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอล (Polyphenols) และคาเทชิน ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดฟันผุ กลิ่นปาก และโรคเหงือก
  • ป้องกันตับจากภาวะพิษต่างๆ รวมทั้งป้องกันโรคเกี่ยวกับตับทั้งหลาย
  • ป้องกันผมร่วงได้ เนื่องจากชาเขียวอุดมไปด้วยสารคาเทชิน ที่ช่วยป้องกันการเกิดผมร่วง และมีสาร EGCG ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยกระตุ้นการงอกของผม
  • มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัส รวมทั้งช่วยต้านเชื้อคลอสทริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum) ที่เป็นสาเหตุของโรคโบทูลิซึม และเชื้อสแตฟิโลค๊อกคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) ที่ทำให้เกิดอาการเป็นพิษ
  • มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีผลต่อการยับยั้งและลดการเกิดมะเร็งได้หลายชนิดทั้งในคนและสัตว์ เพราะมีฤทธิ์ทางด้านการต้านอนุมูลอิสระอย่างมาก ผู้ที่รับประทานชาเขียวเป็นประจำ จะช่วยชะลอวัยและลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้หลายชนิด เช่น มะเร็งตับ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น
  • ใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาแผลอักเสบ แผลพุพอง ฝีหนอง ไฟไหม้ รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการผดผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย และใช้เป็นยากันยุง รวมทั้งแก้ผิวแห้งได้ 

ฤทธิ์ทางยาของชาเขียว

ชาเขียวมีฤทธิ์ยับยั้งภาวะสุขภาพต่างๆ ซึ่งมีงานวิจัยมากมายที่สนับสนุนว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพจริงๆ ดังนี้ 

  • ช่วยลดน้ำหนักได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีงานวิจัยที่ระบุว่าสารคาเทชินมีฤทธิ์ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานและไขมัน ซึ่งสารนี้พบได้มากที่สุดในชาเขียว
  • มีส่วนช่วยในการลดคอเลสเตอรอลและไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ซึ่งเป็นไขมันที่อาจนำไปสู่โรคหัวใจ และทำการเพิ่มไขมันชนิดดี (HDL) ให้แก่ร่างกาย ยิ่งไปกว่านั้นชาเขียวยังมีสารประกอบที่ช่วยป้องกันการดูดซึมของคอเลสเตอรอลในระบบทางเดินอาหารอีกด้วย
  • มีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด รวมทั้งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เสถียรในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อีกทั้งการดื่มชาเขียวเป็นประจำ ยังสามารถช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนอินซูลินในตับอ่อนและช่วยดูดซึมกลูโคสในผู้ป่วยเบาหวานประเภท 1 และช่วยลดน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้นอย่างฉับพลันในผู้ป่วยเบาหวานประเภท 2
  • มีงานวิจัยทางคลินิกพบว่ามีฤทธิ์ในการป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ
  • มีสารโพลีฟีนอลที่ช่วยยับยั้งการสลายของกระดูกที่เซลล์ออสติโอคลาสต์ (Osteoclast) นอกจากนี้ยังมีสาร EGCG ช่วยเพิ่มมวลกระดูก และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์สลายกระดูกออสติโอคลาสต์ด้วย
  • จากการศึกษาในคนพบว่า EGCG คาเฟอีน และแอล-ธีอะนีน สามารถช่วยให้สเปิร์มมีอายุยาวนานขึ้น และสามารถปฏิสนธิได้ดีขึ้น
  • สารคาเทชินช่วยยับยั้งการอักเสบและช่วยสร้างเส้นใยในตับ รวมทั้งช่วยยับยั้งการเกิดไขมันพอกตับ และช่วยป้องกันไม่ให้มะเร็งลุกลามมาที่ตับ ทั้งยังมีแอล-ธีอะนีน ( L-Theanine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่มีส่วนช่วยในการลดอนุมูลอิสระ ทำให้ผู้ป่วยได้รับผลข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดน้อยลง
  • การดื่มชาเขียวเป็นประจำสามารถช่วยลดอาการความดันสูงได้ มีผลการศึกษาหนึ่งพบว่า คนที่ดื่มชาเขียววันละ 1-2 แก้วเป็นประจำอย่างน้อยหนึ่งปีขึ้นไป จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดความดันโลหิตสูงต่ำลงถึง 45% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ดื่มชาเขียเลย
  • ชาเขียวอุดมไปด้วยธาตุฟลูออไรด์ซึ่งเป็นหนึ่งในสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านการอักเสบที่ช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก และการดื่มชาเขียวเป็นประจำสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย
  • มีการวิจัยและค้นพบว่า การดื่มชาเขียวเป็นประจำสามารถช่วยป้องกันการก่อตัวขึ้นของคราบพลัค (Plaque) โดยมีความเชื่อมโยงกับการเป็นอัลไซเมอร์และพาร์กินสัน ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท ดังนั้นควรดื่มชาเขียวเป็นประจำวันละ 1-2 แก้ว อาจช่วยลดความเสี่ยงเกิดโรคดังกล่าวได้ 

ชาเขียวแบบผง

โดยปกติแล้วชาเขียวแบบผงจะถูกจัดแบ่งประเภทตั้งแต่ในขั้นตอนการปลูก โดยมีกำหนดว่าต้องการให้ผงชาที่ออกมาเป็นประเภทไหน ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการทำให้เป็นผงที่แตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างของชาเขียวนั้นเกิดขึ้นจากวิธีการปลูกที่ไม่เหมือนกันไปจนถึงวิธีการเก็บเกี่ยวและคัดเอาส่วนของยอดอ่อนใบชาที่มีความสดและเป็นใบอ่อนยอดบน  หลังจากเก็บมาใหม่ๆแล้วจะถูกนำไปเข้ากระบวนการอบแห้งทันที จนได้ออกมาเป็นชาเขียวแบบใบแห้งที่เรียกว่า “เทนชะ” และนำเข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นชาแบบผงต่อไป ซึ่งผงชาเขียวที่ได้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 

  • ผงชาเขียวธรรมดา มีกระบวนการบดที่ไม่ได้ซับซ้อนมากมาย ไม่ละเอียดมาก และอาจมีสีเข้มขึ้น เนื่องจากผ่านการบดที่โดนความร้อน ส่วนใหญ่นำมาชงด้วยวิธีการกรองเอาใบชาออกจนได้เป็นน้ำชาใสๆที่มีกลิ่นและรสชาติไม่เข้มข้นมากนัก ดื่มได้ทั้งแบบร้อนและเย็น
  • ผงชาเขียวมัทฉะ เป็นผงชาเชียวที่มีราคาแพงมากกว่าประเภทแรกหลายเท่าตัว เนื่องจากกระบวนการผลิตมีความยุ่งยากมากกว่า โดยในการบดจะต้องใช้เทคโนโลยีที่จะไม่ทำให้ใบชาโดนความร้อน เพื่อรักษาสีเขียวของใบชาไว้  และเพื่อให้มีรสชาติที่สดใหม่เหมือนเด็ดจากต้น  มีคุณค่าทางใบชาสมบูรณ์แบบมากที่สุด เมื่อบดออกมาแล้วจะมีความละเอียดมากๆ สามารถนำไปชงละลายน้ำได้ทันที จะได้รสชาติที่เข้มข้นมากกว่าผงชาเขียวธรรมดา และยังนิยมนำไปใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่ม ขนมหวาน รวมไปถึงอาหารบางชนิดอีกด้วย 

ตัวอย่างชาเขียวในผลิตภัณฑ์ต่างๆ

  • ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับปรุงแต่ง กลิ่น สี รวมทั้งรสชาติของอาหาร เช่น  ขนมปัง  เค้ก  คุกกี้  นม  ลูกอม ไอศกรีม และเครื่องดื่มต่างๆ เป็นต้น เนื่องจากชาเขียวมีสรรพคุณมากมายดังที่ได้กล่าวไปแล้ว จึงเป็นที่นิยมนำไปเป็นวัตถุดิบในอาหารอย่างแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน
  • ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ของใช้ประจำบ้าน ด้วยกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีคุณสมบัติช่วยลดแบคทีเรียได้เป็นอย่างดีจึงมีการนำกลิ่นที่ผ่านการสกัดจากชาเชียวมาเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น  เกลืออาบน้ำ  สบู่  ครีมอาบน้ำ  น้ำยาดับกลิ่น   ยาสีฟัน  น้ำยาบ้วนปาก  โลชั่น  และเจลล้างหน้า เป็นต้น
  • ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสำหรับผิวหน้า เช่น  เซรั่ม  เอสเซนส์  คลีนเซอร์  รีมูฟเวอร์  มาสก์  โฟม และครีมบำรุงผิว เป็นต้น ในชาเชียวมีสารต้านอนุมูลอิสระและสารที่เป็นประโยชน์ต่อผิวพรรณอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถบำรุง ฟื้นฟู และให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย ชะลอความแก่และคงความอ่อนเยาว์ 

โทษของชาเชียว

แม้ชาเขียวจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายหลายอย่าง แต่หากรับประทานมากเกินไปหรือใช้ไม่ถูกวิธี ก็สามารถให้โทษต่อร่างกายได้เช่นกัน อาจส่งผลเสียเกิดขึ้นแก่ร่างกายดังนี้

  • ในชาเขียวมีคาเฟอีนเช่นเดียวกับกาแฟและโกโก้ ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัวและทำให้รู้สึกสดชื่น การดื่มชาเขียวในปริมาณที่พอดีมักไม่ทำให้เกิดพิษใดๆจากคาเฟอีน แต่หากดื่มในประมาณที่มากเกินไป เช่น มากกว่าวันละ 3-4 แก้ว อาจส่งผลให้เกิดอาการข้างเคียงจากคาเฟอีนได้ เช่น นอนไม่หลับ รู้สึกอึดอัด ไม่สบายท้อง คลื่นไส้ หรืออาจมีอาการท้องเสียได้
  • คนที่เป็นโรคหัวใจควรระมัดระวังในการดื่มชาเขียว เพราะคาเฟอีนสามารถทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้
  • คาเฟอีนอาจส่งผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด คนที่เป็นโรคเบาหวานจึงควรระมัดระวังในการดื่มชาเขียว
  • การดื่มชาเขียวในระหว่างตั้งครรภ์ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการแท้งลูกได้ คนท้องจึงควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มชนิดนี้ และควรงดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนต่างๆ เช่น ชา กาแฟ และโกโก้ เป็นต้น
  • การดื่มชาเขียวมากเกินไปในขณะให้นมบุตร อาจทำให้คาเฟอีนส่งผ่านทางน้ำนมไปยังเด็กได้ ซึ่งหากได้รับในปริมาณที่มากอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อเด็กได้ โดยมีคำแนะนำว่า คุณแม่ที่กำลังอยู่ในช่วงให้นมบุตรไม่ควรดื่มชาเขียวเกินวันละ 2 แก้ว
  • เนื่องจากมีผลการวิจัยออกมาว่าชาเขียวสามารถรักษาและยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ จึงทำให้คนที่เป็นมะเร็งนิยมดื่มชาชนิดนี้กันมากขึ้น แต่เนื่องจากสารโพลีฟีนอลซึ่งพบมากในชาเขียวนั้น สามารถทำปฏิกิริยากับยารักษามะเร็ง อาจทำให้มีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาได้ โดยเฉพาะยาบอร์ทีโซมิบ (Bortezomib) นอกจากนี้วิตามินเคที่พบมากในชาเขียวอาจทำให้ฤทธิ์ละลายลิ่มเลือดของยาวาร์ฟาริน (Warfarin) ลดลง อาจทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันตามอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะในหลอดเลือดสมองและหัวใจ ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนบริโภคชาเขียวและสมุนไพรอื่นๆ
  • สารแทนนิน (Tannin) เป็นสารที่ทำให้มีรสขมในชาเขียว สามารถยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็กในอาหารได้ จึงเพิ่มความเสี่ยงของภาวะขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency) ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้ 

จาปินขอสนับสนุนให้ทุกท่านมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ด้วยเครื่องผลิตน้ำดื่มไอวอเตอร์ (iWater) ที่ให้คุณได้มากกว่าคำว่า น้ำดื่มที่สะอาด เพราะน้ำดื่มไอวอเตอร์เป็นน้ำดื่มกลุ่มโมเลกุลเล็ก สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ แคลเซียม แมกนีเซียม และได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF)

 

หมายเหตุ: ติดตามบทความใหม่ๆได้ที่ http://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆได้ทาง
  Mr.Happii แจกยิ้ม

อ้างอิง : บทความ
1) ชาเขียว เครื่องดื่มยอดฮิตที่มีทั้งประโยชน์และโทษต่อสุขภาพ โดย HonestDocs
2) ประโยชน์ของชาเขียวญี่ปุ่น กับการลดน้ำหนักที่คุณควรรู้ โดย Ochasama
3) 10 ประโยชน์ของชาเขียว ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน โดย Parry