ความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูง

 

หัวใจ คือ อวัยวะที่เป็นกล้ามเนื้อชนิดหนึ่ง  ซึ่งทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายอย่างต่อเนื่อง  ในขณะที่หัวใจเต้นจะมีการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายผ่านเส้นเลือดแดง (Arteries) และเส้นเลือดฝอย (Capillary) และในช่วงพักระหว่างจังหวะการบีบตัวแต่ละครั้ง  เลือดจากส่วนต่างๆของร่างกายจะย้อนกลับสู่หัวใจอีกครั้งโดยผ่านเส้นเลือดดำ (Veins) และเส้นเลือดฝอย  โดยกระบวนการทำงานของหัวใจจะเป็นไปด้วยความมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดนั้น  จะมีความสัมพันธ์กับความดันโลหิตในขณะที่หัวใจมีการบีบหรือคลายตัว   ซึ่งความดันโลหิตดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการบ่งชี้ถึงปัญหาด้านสุขภาพของคนเราได้ 

ความดันโลหิต (Blood Pressure : BP) หมายถึง แรงดันของกระแสเลือดที่กระทบกับผนังหลอดเลือด ซึ่งเกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย  ความดันโลหิตจะเป็นตัวแสดงให้เห็นถึงสัญญาณชีพจรว่าร่างกายกำลังทำงานและมีการถ่ายเทออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายด้วย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “การหมุนเวียนของระบบเลือดภายในผนังหลอดเลือดแดง” โดยความดันโลหิตนี้สามารถวัดด้วยเครื่องวัดความดัน (Sphygmomanometer)  ซึ่งจะใช้วัดที่แขนข้างใดข้างหนึ่ง  และเครื่องจะแสดงผลเป็นตัวเลขค่าความดันที่หน้าจอ มีหน่วยการวัดเป็นมิลลิเมตรปรอท (Millimeter of Mercury) หรือเรียกย่อว่า มม.ปรอท (mmHg) 

การวัดค่าความดันโลหิตจากเครื่องวัดความดัน ประกอบไปด้วย 2 ค่า ดังนี้

  • ค่าความดันตัวบน (Systolic Blood Pressure) หมายถึง ความดันขณะหัวใจบีบตัว เป็นการวัดความดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัวส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ในระยะนี้ความดันโลหิตในเส้นเลือดแดงจะอยู่ในระดับสูงสุด
  • ค่าความดันตัวล่าง (Diastolic Blood Pressure) คือ ความดันขณะหัวใจคลายตัว เป็นการวัดความดันโลหิตขณะที่หัวใจพักระหว่างจังหวะการเต้นแต่ละครั้ง ซึ่งเลือดจากส่วนต่างๆของร่างกายจะไหลย้อนกลับสู่หัวใจทางเส้นเลือดดำ ในระยะนี้ความดันโลหิตในเส้นเลือดแดงจะอยู่ในระดับต่ำสุด

ในคนปกติความดันโลหิต ไม่ควรเกิน 120/80 มิลลิเมตรปรอท สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตมากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท ถือว่าเป็นอยู่ในภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่นๆตามมา  ทั้งนี้สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป สามารถตรวจสุขภาพและเทียบกับตารางแสดงความดันโลหิตสูง  โดยแบ่งตามความรุนแรง มีรายละเอียดดังนี้

ตารางแสดงค่าความดันโลหิตสูง

ระดับความดันโลหิต

ความดันตัวบน

(mmHg)

ความดันตัวล่าง

(mmHg)

คำแนะนำ

การปฏิบัตตัว

ปกติ

น้อยกว่า 120

น้อยกว่า 80

ควรตรวจเช็คความดันอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ภาวะเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูง

120 - 139

80 - 89

ออกกำลังกาย  ควบคุมอาหาร  งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ภาวะความดันโลหิตสูง ระดับที่ 1

140 - 159

90 - 99

ปรึกษาแพทย์  ออกกำลังกาย  ควบคุมอาหาร

ภาวะความดันโลหิตสูง ระดับที่ 2

160 - 179

100 - 109

พบแพทย์  ทานยาตามแพทย์สั่ง  ควบคุมอาหารให้ดี

ภาวะความดันโลหิตสูง ระดับที่ 3

ตั้งแต่ 180 ขึ้นไป

ตั้งแต่ 110 ขึ้นไป

อันตราย  พบแพทย์ด่วน

ภาวะความดันโลหิตสูง (High Blood Pressure หรือ Hypertension) หมายถึง การที่ค่าความดันในหลอดเลือดแดงมีค่าสูงกว่าระดับปกติ  ซึ่งหากค่าความดันโลหิตยังคงสูงอยู่อย่างต่อเนื่อง และไม่ได้รับการรักษา จะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหลายอย่างต่อร่างกายได้ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ไตวาย เป็นต้น  ความดันโลหิตสูงเป็นภาวะที่พบได้บ่อยมากจนอาจพูดได้ว่าเกือบทุกคนต้องเคยประสบกับภาวะนี้อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต   ในระยะแรกผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงจะไม่มีอาการ แต่อาจพบมีความดันโลหิตสูงเป็นครั้งคราว เนื่องจากพยาธิสภาพจะเกิดกับหลอดเลือดในหัวใจ ไต สมอง และตาอย่างช้าๆ โดยหลอดเลือดขนาดใหญ่ เช่น เอออร์ตา หลอดเลือดแดงโคโรนารี เป็นต้น จะมีไขมันมาเกาะทำให้ผนังชั้นในตีบแคบลง  ทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายลดลง หลอดเลือดอาจมีการฉีกขาดทำให้มีเลือดออก

สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง มีดังนี้                                                                                                                                                                      

  1. พันธุกรรม โอกาสที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงมีสูงมาก เมื่อมีคนในครอบครัวเป็นโรคชนิดนี้
  2. น้ำหนักตัวเกินและโรคอ้วน เนื่องจากโรคนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นโรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดต่างๆ เกิดภาวะไขมันไปเกาะที่ผนังหลอดเลือด เมื่อเกิดโรคชนิดนี้ในร่างกาย ก็จะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงตามมาได้ง่าย
  3. รับประทานอาหารที่มีรสเค็มเป็นประจำ เกิดจากความคุ้นเคยในรสชาติอาหารมาตั้งแต่เด็ก โดยชอบปรุงรสอาหารด้วยเครื่องปรุงรสต่างๆในปริมาณที่เข้มข้นมาก  เช่น  เกลือ  น้ำปลา  น้ำมันหอย  ซีอิ๊ว  ผงชูรส  เป็นต้น  หรือชอบรับประทานขนมกรุบกรอบที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไป  ซึ่งล้วนแล้วแต่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ  เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมจากอาหารที่มีรสเค็มๆติดต่อกันเป็นเวลานาน  จะส่งผลให้ปริมาณโซเดียมในเลือดมากขึ้น จึงทำให้แรงดันของเหลวในร่างกายสูงขึ้น  ร่างกายจึงต้องปรับสมดุลและทำให้เจือจางลงโดยการดันน้ำออกจากเซลล์  ทำให้ปริมาณน้ำเลือดมีมากขึ้น  ซึ่งการมีน้ำเลือดมากขึ้นก็ต้องใช้แรงดันเลือดเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย  จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง  และมีโอกาสเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นด้วย 
  4. โรคไตเรื้อรัง โรคชนิดนี้จะส่งผลถึงการสร้างเอนไซม์และฮอร์โมนที่มีส่วนสำคัญในการควบคุมความดันโลหิตในร่างกาย
  5. การสูบหรี่ สารพิษที่อยู่ในควันบุหรี่ จะส่งผลให้เกิดการอักเสบและเกิดการตีบตันในหลอดเลือดต่างๆ  รวมทั้งหลอดเลือดไตและหลอดเลือดหัวใจ
  6. การดื่มแอลกอฮอล์ จะส่งผลทำให้หัวใจเกิดภาวะที่เต้นเร็วกว่าปกติ และมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงถึง   50%   ของผู้ที่ติดสุราทั้งหมด
  7. รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเป็นประจำ อาหารที่มีไขมันสูง เมื่อรับประทานเข้าไปจนเกินความจำเป็น ร่างกายจะไม่สามารถเผาผลาญได้หมด จะเกิดการสะสมเป็นไขมันในร่างกาย ทำให้มีน้ำหนักมากขึ้น เกิดภาวะอ้วน และมีส่วนทำให้เกิดโรคความดันโลหินตามมาได้
  8. การไม่ออกกำลังกาย เมื่อร่างกายไม่ได้ขยับ ไม่ได้ออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายไม่ได้รับการเผาผลาญพลังงานส่วนเกิน จึงเกิดการสะสมเป็นไขมัน  ส่งผลทำให้เป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวาน และทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงตามมา
  9. เกิดจากผลข้างเคียงจากการทานยา เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ยาคุมกำเนิด เป็นต้น
  10. ความเครียด อาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงชั่วคราวได้
  11. ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ผู้ที่มีภาวะนี้ ควรปรึกษาแพทย์ และปฏิบัติตัวตามคำแนะนำ
  12. โรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคเบาหวาน เป็นต้น โรคเหล่านี้จะก่อให้เกิดการอักเสบและตีบตันของหลอดเลือดต่างๆ รวมทั้งหลอดเลือดไต 

อาการความดันโลหิตสูง

  1. ความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่จะไม่มีอาการแสดงออกแต่อย่างใด และมักตรวจพบได้โดยบังเอิญจากการตรวจคัดกรองโรค มีส่วนน้อยที่อาจมีอาการปวดมึนท้ายทอย  ตึงที่ต้นคอ  เวียนศีรษะ  ซึ่งมักจะเป็นตอนตื่นนอนใหม่ๆ  บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะตุบๆ แบบเป็นไมเกรน 
  1. สำหรับผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงๆ และอยู่ในภาวะนี้มานานแล้ว อาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ใจสั่น นอนไม่หลับ ตามัว มือเท้าชา หรือมีเลือดกำเดาไหล 

ภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูง

หากไม่ได้รับการรักษาภาวะความดันโลหิตสูง สามารถนำไปสู่โรคแทรกซ้อนต่างๆได้ เช่น

  • โรคหลอดเลือดในสมองตีบ/แตก ทำให้เป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้
  • หัวใจโต เส้นเลือดหัวใจตีบ และหัวใจล้มเหลว
  • โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ
  • ไตวายเรื้อรัง
  • โรคจอประสาทตาเสื่อม ตามัว ตาบอด

รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็งสูงมาก ซึ่งโรคชนิดนี้จะส่งผลต่อการทำให้สมองอยู่ในภาวะของการขาดเลือด หรือบางครั้งอาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองแตกได้ อาการที่แสดงออกคือ มีอาการชาหรือแขนขาอ่อนแรง  หรือบางครั้งเกิดอาการชาในบริเวณของใบหน้าข้างใดข้างหนึ่ง มีอาการตามัวหรือมองภาพไม่ชัดเจนในข้างใดข้างหนึ่ง มีอาการพูดลำบากหรือบางครั้งพูดไม่ได้ ซึ่งเป็นอาการเดียวกันกับโรคอัมพาต 

การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง

  1. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม เลี่ยงการปรุงรสเพิ่มเติมในอาหาร เลี่ยงการรับประทานอาหารกรุบกรอบ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหารให้มีรสชาติจืดลง
  2. ควบคุมและหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน เครื่องในสัตว์ ขาหมู  อาหารทอด  ปรับเปลี่ยนมาใช้การอบ นึ่ง หรือ ต้ม แทน
  3. หลีกเลี่ยงอาหารรสหวานจัด รับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพราะมีกากใยอาหารสูง ช่วยให้ขับถ่ายง่าย ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้นได้
  4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น เดินเร็วๆ วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก หรือเล่นกีฬาที่ชอบ วันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 วัน หรือเปลี่ยนกิจกรรมที่ทำอยู่เป็นการออกกำลังกาย  เช่น  ทำงานบ้าน  ลดการใช้เครื่องทุ่นแรง  เช่น  ใช้บันไดแทนลิฟต์ เพื่อช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น และป้องกันโรคหลอดเลือดได้
  5. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หลีกเลี่ยงอาหารที่ให้พลังงานสูง เช่น อาหารที่มีไขมันสูง ขนมหวาน น้ำอัดลม กาแฟเย็น เป็นต้น
  6. งดสูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่ทำลายและเพิ่มการหดตัวของหลอดเลือด ทำให้เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัมพาต
  7. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์ทำให้หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ ส่งผลทำให้ความดันโลหิตในร่างกายสูงขึ้น
  8. หลีกเลี่ยงความเครียด หาวิธีผ่อนคลาย เช่น ทำงานอดิเรก ฝึกสมาธิ ฝึกการหายใจ เข้า-ออก ลึกๆ ช้าๆ
  9. ทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง ไม่ควรปรับขนาดยาหรือหยุดทานยาเอง และไปตรวจตามนัดทุกครั้ง 

นอกจากนี้ควรดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 6-8 แก้ว (1.5-2 ลิตร) เพื่อให้ระบบต่างๆในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จาปินขอสนับสนุนให้ทุกท่านมีสุขภาพรางกายที่แข็งแรง ห่างไกลจากภาวะความดันโลหิตสูง ด้วยเครื่องผลิตน้ำดื่มไอวอเตอร์ (iWater) ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระบบจากองค์กรอนามัยแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา (NSF) น้ำดื่มไอวอเตอร์ สะอาด ปราศจากเชื้อโรคและแบคทีเรีย  ปลอดภัย คงไว้ซึ่งแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และโพแทสเซียม เพื่อให้ทุกท่านมีสุขภาพดีทั้งครอบครัวตลอดไป

 

หมายเหตุ: ติดตามบทความใหม่ๆได้ที่ http://www.japin.co.th

สามารถติดตามกิจกรรมดีๆได้ทาง
  Mr.Happii แจกยิ้ม

อ้างอิง : บทความ
1) ความดันโลหิตสูง คือ อะไร โดย Honest
2) ความดันโลหิตต่ำ โดย Honest
3) ความดันโลหิตสูง (Hypertension) โดย โรงพยาบาลสิริโรจน์
4) ความดันโลหิตสูง ความเสี่ยงของการเกิดโรคแทรกซ้อน (Hypertension) โดย โรงพยาบาลศิริราช
5) ภัยเงียบ ความดันโลหิตสูง โดย คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
6) ประสบการณ์สุขภาพ : เพราะกินเค็ม ความดันโลหิตสูงจึงถามหา โดย ชีวจิต